ภาวะลิ่มเลือดอุดตันในหลอดเลือดแดงในแมว

Written by Michael Aherne


ภาวะลิ่มเลือดอุดตันในหลอดเลือดแดงในแมว (Feline thromboembolism) นั้นเป็นภาวะที่อาจเกิดขึ้นโดยไม่คาดคิด อีกทั้งการประเมินผลและการตัดสินใจของสัตวแพทย์ถือเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดความแตกต่างระหว่างการรอดชีวิตและความตาย ซึ่งกำลังจะกล่าวในบทความของ Michael Aherne

Reading time5 - 15 min
Cats with thromboembolism

ประเด็นสำคัญ

Group 15 1

การวินิจฉัยภาวะลิ่มเลือดอุดตันในหลอดเลือดที่รยางค์หรือแขนขา (appendicular arterial thromboembolism) สามารถทำได้จากการตรวจร่างกายทั่วไป

Group 15 2

ภาวะลิ่มเลือดอุดตันในหลอดเลือดมักเกิดขึ้นจากโรคหัวใจขั้นรุนแรง และประมาณร้อยละ 50 ของแมวที่ได้รับผลกระทบจะมีภาวะหัวใจล้มเหลว (congestive heart failure) ร่วมด้วยในขณะที่สัตวแพทย์ทำการวินิจฉัย

Group 15 3

การรักษาภาวะฉุกเฉิน (acute treatment) จะมุ่งเน้นไปที่การบรรเทาอาการปวดโดยใช้ยาในกลุ่ม full mu opioid agonists และยาต้านเกล็ดเลือด (antithrombotic drug) ซึ่งจะต้องให้ยาต่อเนื่องในระยะยาวเพื่อลดความเสี่ยงในการกลับมาเป็นซ้ำ

Group 15 4

การพยากรณ์โรคอาจไม่ดี (poor) ในระยะแรก และมีความเสี่ยงจากการบาดเจ็บจากการไหลย้อนของเลือดภายหลังการขาดเลือดเฉพาะที่ (reperfusion injury) รวมถึงมีอุบัติการณ์การเป็นโรคหัวใจร่วมด้วยค่อนข้างสูง แต่การพยากรณ์โรคจะดีขึ้นในสัตว์ป่วยที่สามารถรอดชีวิตจากการรักษาและออกจากโรงพยาบาลได้

บทนำ

ภาวะลิ่มเลือดอุดตันในหลอดเลือดแดง (Arterial Thromboembolism, ATE) เกิดขึ้นเมื่อก้อนลิ่มเลือด (thrombus) เคลื่อนที่ไปยังหลอดเลือดแดงส่วนปลาย (peripheral artery) โดยมักมีอาการแสดงทางคลินิกอย่างเฉียบพลัน (acute) หรืออย่างเฉียบพลันมาก (peracute) และรุนแรง (severe) แมวมักมีความเสี่ยงต่อการเกิด ATE (มีรายงานความชุกอยู่ที่ประมาณร้อยละ 0.3-0.6 1,2) มากกว่าสัตว์ชนิดอื่น ซึ่งอาจเกิดจากปัจจัยหลายประการ ปัจจัยที่สำคัญที่สุดคือความชุกของโรคกล้ามเนื้อหัวใจ (myocardial disease) ที่สูงขึ้น และการขยายตัวของห้องหัวใจซ้ายที่ตามมา โดยแมวจำนวนมากที่ประสบกับ ATE จะเสียชีวิตเมื่อมาโรงพยาบาลครั้งแรกเนื่องจากอาการที่แสดงทางคลินิกรุนแรง แต่สำหรับแมวจำนวนหนึ่งที่ได้รับการรักษาและรอดชีวิตจากการรักษาฉุกเฉิน แมวเหล่านั้นจะสามารถฟื้นฟูการทำงานของขาในด้านที่ได้รับผลกระทบและรักษาคุณภาพชีวิตที่ดีไว้ได้ อย่างไรก็ตามประเภทและความรุนแรงของโรคที่มีอยู่ร่วมกัน (concurrent) หรือโรคพื้นเดิม (underlying conditions) จะเป็นสาเหตุอาจจำกัดการพยากรณ์โรคในระยะยาวในแมวที่เกิด ATE

สาเหตุและพยาธิสรีรวิทยา

แมวมีแนวโน้มที่จะเกิดการสร้างลิ่มเลือดภายในหัวใจ (intracardiac thrombus formation) มากกว่าสัตว์ชนิดอื่น ๆ 3,4 ซึ่งในกรณีส่วนใหญ่จะเป็นผลมาจากโรคหัวใจขั้นรุนแรงที่ทำให้เกิดภาวะหัวใจห้องบนซ้ายโต (left atrial enlargement) โรคกล้ามเนื้อหัวใจหนาตัว (Hypertrophic Cardiomyopathy, HCM) จัดเป็นโรคที่พบมากที่สุดในกลุ่มโรคกล้ามเนื้อหัวใจ (cardiomyopathy) แต่โรคกล้ามเนื้อหัวใจชนิดอื่น ๆ หรือความผิดปกติโดยกำเนิด (congenital defect) (เช่น ลิ้นหัวใจไมตรัลตีบ (mitral stenosis)) ที่มีผลกระทบต่อหัวใจห้องซ้ายก็อาจนำไปสู่ ATE ได้เช่นกัน รวมถึงในบางกรณีพบว่าการการติดเชื้อที่เยื่อบุหัวใจ (infective endocarditis) ก็สามารถทำให้เกิดการแพร่กระจายของลิ่มเลือดที่ติดเชื้อ (septic trombi) ไปอุดหลอดเลือดทั่วร่างกายได้ (systemic embolization) แต่อย่างไรก็ตามไม่ใช่แมวทุกตัวที่เป็น ATE จะมีสาเหตุมาจากโรคหัวใจ โดยพบว่าเนื้องอกในปอด (pulmonary neoplasia) ที่ทำให้เนื้องอกไปอุดหลอดเลือด (tumor embolism) ถือเป็นสาเหตุที่ไม่เกี่ยวข้องกับหัวใจ (non-cardiac cause) ที่พบได้บ่อยที่สุดที่ทำให้เกิด ATE ในแมว 2 นอกจากนี้ในบางกรณีภาวะนี้อาจเกิดขึ้นโดยไม่มีสาเหตุที่ชัดเจน ทฤษฎีของ Virchow หรือ Virchow’s triad ได้อธิบายถึงปัจจัยที่โน้มนำให้เกิดการทำงานที่มากเกินไปของลิ่มเลือด (excessive thrombotic activity) ซึ่งประกอบไปด้วย ภาวะการแข็งตัวของเลือดง่ายกว่าปกติ (hypercoagulability) ภาวะเลือดไหลเวียนช้า (stasis of blood flow) และความผิดปกติของเซลล์เยื่อบุหลอดเลือด (endothelial dysfunction) (รูปภาพที่ 1) การเปลี่ยนแปลงเพียงจุดหนึ่งหรือหลายจุดของสามปัจจัยนี้สามารถนำไปสู่ ATE ได้ และแมวหลายตัวที่มีภาวะ ATE จากโรคหัวใจ (cardiogenic ATE) ทุกปัจจัยที่กล่าวถึงในข้างต้นล้วนแต่มีบทบาท ปัจจัยสำคัญหนึ่งอย่างที่ส่งผลให้แมวที่เป็น ATE เกิดภาวะการแข็งตัวของเลือดง่ายกว่าปกติก็คือมีการเกาะกลุ่มของเกล็ดเลือดมากเกินไป (platelet hyperaggregation) 5,6 แต่การตรวจภาวะการแข็งตัวของเลือดง่ายกว่าปกตินั้นอาจทำได้ยาก การตรวจมาตรฐานสูงสุด (gold standard)ในการประเมินการทำงานของเกล็ดเลือดในแมวคือการวัดการเกาะลุ่มของเกล็ดเลือด (platelet aggregometry) ซึ่งจะขึ้นอยู่กับทักษะและประสบการณ์ของผู้ปฏิบัติงาน 5,6 นอกจากนี้อาจมีการทับซ้อนที่สำคัญในค่าของการทดสอบ aPTT (activated partial thromboplastin time) และ PT (prothrombin time) ระหว่างสัตว์ป่วยที่มีภาวะการแข็งตัวของเลือดง่ายกว่าปกติ กับสัตว์ป่วยปกติ ซึ่งด้วยข้อจำกัดที่กล่าวถึงในข้างต้นอาจทำให้การใช้การทดสอบเหล่านี้ในการหาภาวะการแข็งตัวของเลือดง่ายกว่าปกตินั้นไม่ค่อยได้ผลดี เพราะการทดสอบเหล่านี้เหมาะสมในการระบุภาวะการแข็งตัวของเลือดยากกว่าปกติ (hypocoagulable states) มากกว่า การทดสอบโดยใช้ calibrated automated thrombography ถือเป็นอีกตัวเลือกหนึ่งที่มีความไวมากกว่า PT, aPTT และ rotational elastography 7 อีกทั้งในอนาคตการทดสอบนี้อาจจะมีบทบาทในการวัดการห้ามเลือด (hemostasis) ในแมว การขยายใหญ่ของหัวใจห้องบนซ้ายและ/หรือหูหัวใจซ้าย (left auricular) สามารถทำให้เกิดภาวะเลือดไหลเวียนช้าและทำให้เซลล์เยื่อบุหลอดเลือดเสียหายได้ ซึ่งอาจจะรุนแรงขึ้นถ้าหากการบีบตัวของหัวใจห้องบนซ้ายผิดปกติ (left atrial systolic dysfunction) 

Factors influencing Virchow’s triad of thrombosis
รูปภาพที่ 1. ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อทฤษฎีของ Virchow เกี่ยวกับการเกิดภาวะลิ่มเลือดอุดตัน (thrombosis)
ตามที่กล่าวไปแล้วในข้างต้น การเกิดลิ่มเลือดในแมวที่มีภาวะ ATE ส่วนใหญ่จะเริ่มเกิดในหัวใจห้องซ้ายก่อนที่ส่วนใดส่วนหนึ่งหรือทั้งหมดของลิ่มเลือดจะหลุดออกไปใน ลิ่มเลือดที่หลุดออกมาแล้วจะเข้าสู่วงจรไหลเวียนทั่วกาย (systemic circulation) และสุดท้ายลิ่มเลือดจะเข้าไปอุดตันในหลอดเลือดที่มีเส้นผ่านศูนย์กลางเล็กกว่าลิ่มเลือดนั้น (รูปภาพที่ 2) การสร้างลิ่มเลือดและการอุดตันของลิ่มเลือดนั้นไม่เพียงแต่จะทำให้เกิดการอุดตันทางกายภาพโดยตรง (direct mechanical obstruction) ในหลอดเลือดที่ได้รับผลกระทบเท่านั้น แต่ยังทำให้เกิดกระบวนการต่างๆที่มีผลต่อหลอดเลือด (vasoactive events) ซึ่งทำให้เกิดการหดตัวของหลอดเลือด (vasoconstriction) ในระบบไหลเวียนเลือดข้างเคียง (collateral circulation) ภาวะขาดเลือดเฉพาะที่ (ischemia) บริเวณเนื้อเยื่อที่ได้รับเลือดจากหลอดเลือดที่เกิดการอุดตันเกิดจากการอุดตันของวงจรไหลเวียนทั่วกายไปยังบริเวณที่ได้รับผลกระทบ และอาการแสดงทางคลินิกของภาวะ ATE ก็จะเริ่มปรากฏขึ้น ในกรณีส่วนใหญ่ ผลลัพธ์ที่ตามมาคือการขาดเลือดไปเลี้ยงทั่วร่างกาย (systemic hypoperfusion) และภาวะช็อก (shock) (อาจจะเป็นทั้งภาวะช็อกจากการกระจายเลือดไม่ดี (maldistributive shock) หรือช็อกจากเหตุหัวใจ (cardiogenic shock) หรือทั้งสองอย่าง) มีหลายการศึกษาที่รับรองบทบาทของสารชักนำที่มีผลต่อหลอดเลือด (vasoactive mediators) ในพยาธิวิทยาของภาวะ ATE ในแมว 8 การศึกษายังแสดงให้เห็นว่าระบบไหลเวียนเลือดข้างเคียง (collateral circulation) นั้นยังคงมีอยู่ และการเกิดภาวะอัมพาต (paralysis) ก็สามารถป้องกันได้โดยการให้ยา cyproheptadine (ยาในกลุ่ม serotonin antagonist) หรือ aspirin ในขนาดยาที่สูง (ซึ่งยับยั้ง thromboxane A2) ก่อนที่จะเกิดลิ่มเลือด 9,10 

 

Post-mortem of a cat
รูปภาพที่ 2 การชันสูตรศพแมวหลังการทำการุณยฆาต (euthanasia) พบลิ่มเลือดอุดตันในหลอดเลือดแดงใหญ่เอออร์ตาส่วนปลาย (distal aortic thromboembolism) หรือที่เรียกว่า saddle thrombus โดยจะเห็นลิ่มเลือดขนาดใหญ่ในหลอดเลือดแดงใหญ่เอออร์ตาส่วนปลายยาวไปจนถึง external iliac arteries ทั้ง 2 ข้าง© แผนกพยาธิวิทยาทางสัตว์แพทย์, มหาวิทยาลัยลิเวอร์พูล
อาการแสดงทางคลินิก

แมวเพศผู้มีอุบัติการณ์การเกิดภาวะลิ่มเลือดอุดตันในหลอดเลือดแดง (Arterial Thromboembolism) สูงกว่าแมวเพศเมีย 1,2,11,12,13 ซึ่งอาจสะท้อนให้เห็นถึงความชุกของโรคกล้ามเนื้อหัวใจหนาตัว (Hypertrophic Cardiomyopathy; HCM) ที่สูงกว่าในแมวเพศผู้ 2,14 แมวที่ได้รับผลกระทบส่วนใหญ่มีอายุระหว่าง 8-12 ปี 1,2,11,12 โดยพันธุ์ที่พบมาก ได้แก่ Abyssinian, Birman, และ Ragdoll 2 รวมถึง Maine Coon, Himalayan, Siamese, และ Persian 1,2,11 อย่างไรก็ตามแมวที่ได้รับผลกระทบส่วนใหญ่จะเป็นแมวพันธุ์ผสมหรือแมวขนสั้น/ยาว 1,2,11,12 ภาวะ ATE มักเกิดขึ้นอย่างเฉียบพลัน (acute) หรืออย่างเฉียบพลันมาก (peracute) และแทบไม่มีหรือไม่มีการเตือนล่วงหน้าเลย แมวที่ได้รับผลกระทบจะมีอาการทุกข์ทรมานอย่างมากซึ่งอาจทำให้เจ้าของรู้สึกเครียด การเจ็บปวดอย่างรุนแรงบริเวณขาที่ได้รับผลกระทบทำให้แมวมักจะร้องเสียงดังและแสดงออกถึงความทุกข์ทรมาน (รูปภาพที่ 3) นอกจากนี้ยังอาจพบอาการแสดงทางคลินิกที่ค่อนข้างหลากหลาย โดยจะขึ้นอยู่กับตำแหน่งของลิ่มเลือดที่อุดหลอดเลือดในระบบไหลเวียนส่วนปลาย (peripheral circulation) ของแมว ซึ่งจะขึ้นอยู่กับขนาดของลิ่มเลือดและขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางของหลอดเลือดในแต่ละระดับของหลอดเลือดแดง หลอดเลือดแดงส่วนต่อพ่วง (Appendicular arteries) เป็นบริเวณที่พบภาวะ ATE ในแมวได้บ่อยที่สุด แต่หลอดเลือดแดงที่ไม่ใช่ส่วนต่อพ่วง (เช่น หลอดเลือดไต (renal vessels) หลอดเลือดในช่องท้อง (mesenteric vessels) หรือหลอดเลือดสมอง (cerebral vessels)) ก็สามารถพบได้เช่นเดียวกัน การเกิดลิ่มเลือดอุดตันในหลอดเลือดแดงใหญ่เอออร์ตาส่วนปลาย (distal aortic thromboembolism) หรือ "saddle thrombus" ที่ระดับ aortic trifurcation มักทำให้เกิดภาวะอัมพาต (paralysis) หรือกล้ามเนื้ออ่อนแรง (paresis) ที่รยางค์ส่วนหลัง (pelvic limbs) หนึ่งข้างหรือทั้งสองข้าง ซึ่งเป็นอาการแสดงที่พบได้บ่อยที่สุด ในกรณีที่ขาหลังทั้งสองข้างได้รับผลกระทบ ขาข้างหนึ่งอาจได้รับผลกระทบมากกว่าอีกข้าง อาการแสดงที่พบบ่อยที่สุดถัดมาคือการที่ลิ่มเลือดอุดตันตรงหลอดเลือดแดงแขน (brachial arteries) ข้างใดข้างหนึ่ง ซึ่งจะส่งผลให้ขาหน้าที่ได้รับผลกระทบแสดงกลุ่มอาการของเซลล์ประสาทสั่งการส่วนล่าง (lower motor neuron signs) แมวที่ได้รับการวินิจฉัยว่ามีภาวะ ATE โดยทั่วไปจะพบว่าร้อยละ 20.8 มีขาข้างเดียวที่ได้รับผลกระทบ ร้อยละ 77.6 มีขา 2 ข้างที่ได้รับผลกระทบ และร้อยละ 1.2 มีขา 3 ข้างขึ้นไปที่ได้รับผลกระทบ 1. รยางค์ที่ได้รับผลกระทบจะมีความผิดปกติทางระบบประสาท (neurologic deficits) อย่างชัดเจนและแมวมักจะลากแขนขาเหล่านั้น ระดับของการอุดตันหลอดเลือด (vascular occlusion) จะกำหนดความรุนแรงของอาการแสดงทางคลินิก หากเป็นการอุดตันบางส่วน (partial occlusion) ก็อาจส่งผลให้เกิดอาการแสดงทางคลินิกที่ไม่ชัดเจน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับตำแหน่งที่เกิดการอุดตัน สัตวแพทย์อาจสังเกตเห็นอาการอื่นๆได้ (เช่น ความผิดปกติของระบบประสาทส่วนกลาง (central nervous system abnormalities) อาเจียน หรือปวดท้อง 2. อีกทั้งการวินิจฉัยอาจเป็นเรื่องยากในกรณีที่เกิดลิ่มเลือดอุดตันในหลอดเลือดส่วนต่อพ่วง (non-appendicular cases) แมวที่ได้รับผลกระทบมักมีอุณหภูมิร่างกายต่ำ (hypothermic) โดยเกิดจากการไหลเวียนของเลือดในร่างกายลดลง (systemic hypoperfusion) และภาวะช็อกจากกระบวนการที่ส่งผลต่อหลอดเลือด (vasoactive cascade) ซึ่งเกิดขึ้นภายหลังจากภาวะเนื้อเยื่อขาดเลือดเฉพาะที่ (tissue ischemia) แต่อย่างไรก็ตามการอุดตันของลิ่มเลือดโดยตรง (direct occlusion) ที่หลอดเลือดแดงที่เลี้ยงไปยังส่วนหลังของลำตัว (hindquarters) ก็อาจมีส่วนทำให้เกิดได้เช่นกัน แมวที่มีภาวะลิ่มเลือดอุดตันในหลอดเลือดแดงบางตัวอาจพบหลักฐานของโรคหัวใจพื้นเดิม underlying cardiac disease) (เช่น การได้ยินเสียงหัวใจผิดปกติแบบ murmur หรือ gallop หรือมีภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ) แต่การไม่พบความผิดปกติของเสียงหัวใจนั้นไม่ได้หมายความว่าแมวไม่มีโรคหัวใจพื้นเดิม อีกทั้งการได้ยินเสียงหัวใจแบบ gallop ในแมวที่ได้รับผลกระทบจะเกี่ยวข้องกับการพยากรณ์โรคที่ไม่ดี (poor prognosis) 14. ทั้งนี้แมวบางตัวอาจแสดงอาการที่เกี่ยวข้องกับภาวะหัวใจล้มเหลว (congestive heart failure) ร่วมด้วย เช่น หายใจเร็ว (tachypnea) หายใจลำบาก (dyspnea) หายใจลำบากเมื่อนอนราบ (orthopnea) เสียงปอดผิดปกติแบบ crackles และอ้าปากหายใจ (open-mouth breathing) ร้อยละ 40-67 ของแมวที่มีภาวะ ATE จะมีภาวะหัวใจล้มเหลวร่วมด้วย 2,12,13 แต่การอ้าปากหายใจและหายใจเร็วก็อาจเกิดจากความเจ็บปวดได้เช่นกัน อาการเฉียบพลันของภาวะลิ่มเลือดอุดตันในหลอดเลือดแดงมักเป็นสัญญาณแรกของโรคหัวใจที่รุนแรงและส่วนใหญ่แมวที่ได้รับผลกระทบมักไม่ได้มีประวัติของโรคหัวใจก่อนเกิดภาวะ ATE  

Cats with thromboembolism and associated ischemic neuromyopathy
รูปภาพที่ 3 แมวที่มีภาวะลิ่มเลือดอุดตันในหลอดเลือดแดงและโรคกล้ามเนื้อประสาทขาดเลือด (ischemic neuromyopathy) ที่เกี่ยวข้องมักจะมีอาการเจ็บปวดอย่างรุนแรงเสมอ และการให้ยาระงับปวดอย่างมีประสิทธิภาพจึงถือเป็นสิ่งจำเป็น © Shutterstock
การวินิจฉัย การมีระดับน้ำตาลในเลือดสูงจากภาวะเครียดหรือ stress hyperglycemia (จากการหลั่ง epinephrine และ cortisol) เป็นสิ่งที่พบได้บ่อย รวมถึงมักพบภาวะไตวายเฉียบพลันสาเหตุก่อนไตหรือสาเหตุไต (prerenal or renal azotemia) ระดับ BUN ในเลือดที่สูงขึ้นก็ถูกพบได้บ่อยเช่นกันและมีความรุนแรงกว่ากรณีที่มีระดับ creatinine เพิ่มสูงขึ้น 2,11 ภาวะไตวายเฉียบพลันสาเหตุก่อนไต (Prerenal azotemia) นั้นเป็นผลมาจากการไหลเวียนเลือดไปยังระบบร่างกาย (systemic perfusion) ที่ไม่ดีและภาวะช็อก อัตราส่วน BUN: creatinine ก็อาจจะสูงขึ้นได้ ภาวะไตวายเฉียบพลันสาเหตุไต (renal azotemia) เป็นผลโดยตรงจากภาวะลิ่มเลือดอุดตันในหลอดเลือดแดงไต (renal artery) (ถึงแม้ว่าจะมีการบาดเจ็บของไตจากภาวะช็อก หรือในสัตว์บางตัวที่เป็นโรคไตวายเรื้อรัง (chronic kidney disease) ก็สามารถมีผลได้เช่นกัน)

การเพิ่มสูงขึ้นอย่างรุนแรงของระดับ creatine kinase ในซีรั่มนั้นเกิดจากการขาดเลือดบริเวณกล้ามเนื้อ (muscle ischemia) และระดับฟอสเฟตในเลือดสูง (hyperphosphatemia) ก็สามารถพบได้บ่อยเช่นกัน หนึ่งในภาวะแทรกซ้อนที่สำคัญและอาจเป็นอัตรายถึงชีวิตในแมวที่มีภาวะ ATE คือระดับโพแทสเซียมในเลือดสูง (hyperkalemia) ซึ่งอาจรุนแรงและทำให้เกิดการบาดเจ็บจากการไหลย้อนของเลือดภายหลังการขาดเลือดเฉพาะที่ (reperfusion injury) เมื่อการไหลเวียนของเลือดไปยังเนื้อเยื่อต่างๆของร่างกาย (tissue perfusion)

หนึ่งในภาวะแทรกซ้อนที่สำคัญและอาจเป็นอันตรายถึงชีวิตในแมวที่มี ATE คือ ภาวะโพแทสเซียมในเลือดสูง ซึ่งอาจรุนแรงและมักเกิดจากการบาดเจ็บจากการคืนเลือดเมื่อการไหลเวียนของเลือดกลับมาหลังจากที่เลือดไปเลี้ยงเนื้อเยื่อแล้ว แต่ในบางกรณีก็อาจพบความผิดปกตินี้ในระยะแรกที่แมวมาเข้ารับการรักษา ภาวะเกลือแร่ผิดปกติอื่นๆ เช่น การขาดแคลเซียมและโซเดียมในเลือดต่ำก็อาจพบได้ D-dimers อาจมีระดับสูงขึ้นในแมวที่ได้รับผลกระทบ แต่ตามที่กล่าวข้างต้น การทดสอบการแข็งตัวของเลือดทั่วไป (เช่น PT และ aPTT) มักจะอยู่ในช่วงค่าปกติ

การวินิจฉัยภาวะลิ่มเลือดอุดตันในหลอดเลือดที่รยางค์หรือแขนขา (appendicular ATE) นั้นสามารถทำได้โดยการตรวจร่างกายเพียงอย่างเดียว โดยมี 5 สัญญาณหลักที่สัมพันธ์กับภาวะนี้ซึ่งมักจะเรียกกันว่า 5P ได้แก่ เจ็บ (pain) อัมพาต (paralysis/paresis) ไม่มีชีพจร (pulselessness) ซีด (pallor) และปลายรยางค์เย็น (poikilothermy) (รูปภาพที่ 4) เมื่อเจ้าของนำแมวมาพบสัตวแพทย์ ขาข้างที่ได้รับผลกระทบจะมีอาการเจ็บปวด โดยมักมีกล้ามเนื้อตึงร่วมด้วยและแมวจะแสดงอาการของกลุ่มอาการของเซลล์ประสาทสั่งการส่วนล่าง (lower motor neuron signs) ทั้งนี้แมวบางตัวอาจแสดงอาการอัมพาตเล็กน้อยไปจนถึงอัมพาตทั้งตัว จากการศึกษาฉบับหนึ่งพบว่ามีแมวประมาณร้อยละ 34 ที่มีภาวะ ATE ที่ขาหน้าหรือขาหลังเพียงข้างเดียวนั้นมีโอกาสสูงที่ระบบประสาทสั่งการจะยังคงทำงานอยู่ 2. ในกรณีส่วนใหญ่ ชีพจรของหลอดเลือดแดง (arterial pulses) ที่อยู่ใต้ระดับที่มีลิ่มเลือดอุดตันจะหายไปหรือไม่ก็เต้นอ่อนมาก แต่สัตวแพทย์ต้องจำไว้ว่าคุณภาพของชีพจรอาจตรวจสอบได้ยากในแมวบางตัวที่ไม่ได้มีภาวะ ATE โดยเฉพาะชีพจรที่ขาหน้า นอกจากนี้การตรวจชีพจรอาจเป็นเรื่องยากในแมวที่อ้วนหรือแมวที่ไม่ให้ความร่วมมือร รวมถึงเมื่อเผชิญกับอาการปวดเฉียบพลัน วิธีหนึ่งที่อาจช่วยได้ในสถานการณ์เช่นนี้คือ การประเมินด้วยคลื่นเสียงความถี่สูงชนิดดอปเพลอร์ (doppler evaluation) ตรงขาที่ได้รับผลกระทบ ตรวจดูอุ้งเท้า (paw pads) และเนื้อเยื่อรองเล็บ (nail beds) ของขาที่ได้รับผลกระทบเนื่องจากโดยปกติแล้วอุ้งเท้าและเนื้อเยื่อรองเล็บจะมีสีซีดหรือเขียวคล้ำ (cyanotic) ขึ้นอยู่กับระดับของภาวะเนื้อเยื่อขาดเลือดเฉพาะที่ (tissue ischemia) และการเปรียบเทียบกับขาที่ไม่ได้รับผลกระทบก็อาจเป็นประโยชน์เช่นเดียวกัน (รูปภาพที่ 5) ภาวะปลายรยางค์เย็นหรือ poikilothermy (กล่าวคือ อุณหภูมิของขาที่ได้รับผลกระทบจะต่ำกว่าขาที่ไม่ได้รับผลกระทบ) เกิดจากการไหลเวียนของเลือดที่ลดลงหรือไม่มีเลยไปยังบริเวณใต้จุดที่มีลิ่มเลือดอุดตัน ความแตกต่างของอุณหภูมิ 2.4 องศาเซลเซียส (4.32 องศาฟาเรนไฮต์) ระหว่างขาข้างที่ได้รับผลกระทบและไม่ได้รับผลกระทบในแมวที่วัดอุณหภูมิโดยใช้การถ่ายภาพความร้อนแบบอินฟราเรด (infrared thermography) แสดงให้เห็นว่ามีความจำเพาะ (specificity) ที่ยอดเยี่ยม (ร้อยละ 100) และความไว (sensitivity) สูง (ร้อยละ 80) สำหรับการวินิจฉัยภาวะ ATE 15 หลักฐานสนับสนุนเพิ่มเติมอื่นๆสามารถหาได้จากการวัดระดับน้ำตาลในเลือด (blood glucose) และระดับแลคเตทในซีรั่ม (serum lactate) ระหว่างขาที่ได้รับผลกระทบและไม่ได้รับผลกระทบ โดยระดับน้ำตาลจะต่ำกว่าและระดับแลคเตทจะสูงกว่าในตัวอย่างเลือดจากหลอดเลือดดำส่วนปลาย (peripheral venous samples) ใต้ระดับที่มีลิ่มเลือดอุดตันจากขาที่ได้รับผลกระทบเมื่อเปรียบเทียบกับตัวอย่างเลือดจากหลอดเลือดดำส่วนกลาง (central veins) หรือขาข้างที่ไม่ได้รับผลกระทบ ความแตกต่างของระดับน้ำตาในเลือดจะมากกว่าหรือเท่ากับ 30 มก./ดล. ระหว่างตัวอย่างจากหลอดเลือดดำส่วนกลางหรือส่วนปลายซึ่งได้รับการพิสูจน์แล้วว่ามีความไว (ร้อยละ 100) และความจำเพาะ (ร้อยละ 90) ในการระบุภาวะ ATE ในแมว 16 ทั้งนี้เกณฑ์ที่เหมาะสมสำหรับการระบุภาวะ ATE ในแมวโดยใช้ความแตกต่างของระดับแลคเตทในซีรั่มระหว่างขาที่ได้รับผลกระทบกับขาไม่ได้รับผลกระทบนั้นยังไม่ได้รับการระบุอย่างชัดเจน

การถ่ายภาพรังสีวินิจฉัย (diagnostic imaging) ต่าง เช่น ultrasonography, angiography, computed tomography (CT) หรือ magnetic resonance imaging (MRI) บริเวณหลอดเลือดที่เกี่ยวข้องสามารถใช้เพื่อยืนยันการวินิจฉัยหรือหาสาเหตุพื้นเดิมได้ (underlying causes) แต่ส่วนใหญ่ ไม่ค่อยจำเป็น 

The 5 ‘P’s
cat with non-pigmented footpads
รูปภาพที่ 4: 5 'P': ลักษณะทางคลินิกที่พบได้บ่อยของการเกิดภาวะลิ่มเลือดอุดตันในหลอดเลือดที่รยางค์หรือแขนขา
การรักษาและผลการรักษา

การคุมอาการเฉียบพลัน (acute stabilization) และการจัดการระยะสั้น เนื่องจากแมวส่วนใหญ่ที่มีภาวะ ATE มักจะมีอาการเจ็บปวดและทุกข์ทรมาณอย่างรุนแรง การรักษาเบื้องต้นจึงควรให้ยาระงับปวดอย่างทันท่วงทีและมีประสิทธิภาพ โดยในทางทฤษฎีควรใช้ยาในกลุ่ม full mu opioid agonists (เช่น methadone fentanyl oxymorphone หรือ hydromorphone) ควรบำบัดด้วยออกซิเจนในแมวที่มีภาวะหายใจลำบาก (respiratory distress) (รูปภาพที่ 6) แต่อย่างไรก็ตามสัตวแพทย์ควรหารือกับเจ้าของอย่างตรงไปตรงมา โดยต้องอธิบายให้เจ้าของทราบถึงปัจจัยการพยากรณ์โรค (various prognostic factors) ต่างๆที่ควรพิจารณาเมื่อตัดสินใจที่จะดำเนินการรักษาต่อไปแทนที่จะทำการุณยฆาต หากตรวจพบอุณหภูมิทางทวารหนัก (rectal temperature) ต่ำกว่า 37 องศาเซลเซียส (98.6 องศาฟาเรนไฮต์) 1,2 มีภาวะหัวใจเต้นช้ากว่าปกติ (bradycardia) 2,11 ไม่มีการทำงานของระบบประสาทสั่งการ (absent motor function) 2 มีขาที่ได้รับผลกระทบมากกว่าหนึ่งข้าง 2 และได้รับการยืนยันว่ามีภาวะหัวใจล้มเหลวร่วมด้วย ทั้งหมดที่กล่าวถึงนี้ล้วนแต่สัมพันธ์กับอัตราการรอดชีวิตที่ลดลง

หลังจากการคุมอาการเบื้องต้น (initial stabilization)ด้วยการระงับความเจ็บปวดและการบำบัดด้วยออกซิเจนโดยไม่ทำให้ความเสถียรของสัตว์ป่วยลดลง นอกจากนี้สัตวแพทย์ควรประเมินว่าแมวมีภาวะหัวใจล้มเหลวร่วมด้วยหรือไม่ ภาวะน้ำท่วมปอด (pulmonary edema) อาจตรวจพบได้จากภาพถ่ายรังสี (radiography) ในขณะที่ภาวะน้ำในช่องเยื่อหุ้มปอด (pleural effusion) อาจพบได้จากการอัลตราซาวด์ (ultrasound) สัตวแพทย์ควรทำการเจาะโพรงเยื่อหุ้มปอด (thoracocentesis) ในแมวที่พบว่ามีน้ำในช่องเยื่อหุ้มปอดปริมาณมาก ทั้งนี้หากแมวได้รับการยืนยันว่ามีภาวะหัวใจล้มเหลว (หรือสงสัยภาวะหัวใจล้มเหลวอย่างมาก) สัตวแพทย์ก็ควรให้ยาขับปัสสาวะ (diuretic) (furosemide 1-2 มก./กก. ทางหลอดเลือดดำหรือเข้ากล้ามเนื้อ (IV or IM)) และให้ยาซ้ำในช่วงเวลาที่เหมาะสมจนกว่าจะได้ผล จากนั้นอาจปรับช่วงเวลาการให้ยาตามความเหมาะสมและความจำเป็นอีกที 

Oxygen therapy and analgesia
รูปภาพที่ 6 การบำบัดด้วยออกซิเจนและการบรรเทาความเจ็บปวดควรเริ่มต้นทันทีหากสงสัยว่าแมวมีภาวะลิ่มเลือดอุดตันและหลังจากที่ได้ทำการประเมินทางระบบประสาท (neurological assessment) เบื้องต้นเรียบร้อยแล้ว© Shutterstock

สัญญาณของการไหลเวียนเลือดไปยังระบบร่างกาย (systemic perfusion) ที่ไม่ดีและภาวะช็อกซึ่งมักเกิดในสัตว์ป่วยส่วนใหญ่ที่มีภาวะ ATE จำเป็นต้องได้รับการแก้ไขอย่างเหมาะสม สัตว์ป่วยที่เป็นโรคหัวใจรุนแรงแบบชดเชยไม่ได้ (severe decompensated cardiac disease) อาจเกิดภาวะช็อกจากเหตุหัวใจ ในขณะที่ภาวะเนื้อเยื่อขาดเลือดเฉพาะที่ (tissue ischemia) และการหลั่งสารชักนำที่มีผลต่อหลอดเลือด (vasoactive substances) อาจทำให้เกิดช็อกจากการกระจายเลือดไม่ดี (maldistributive shock) ได้ โดยแนวทางเฉพาะในการจัดการกับภาวะการไหลเวียนของเลือดในร่างกายลดลง (hypoperfusion) จะแตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับลักษณะของภาวะช็อก แต่การแยกแยะภาวะช็อกดังกล่าวสามารถทำได้ยาก สัตวแพทย์อาจพิจารณาการบำบัดด้วยสารน้ำในแมวที่มีภาวะแห้งน้ำ (dehydrated) และไม่มีหลักฐานของภาวะหัวใจล้มเหลว แต่ควรระมัดระวังการให้สารน้ำเข้าทางหลอดเลือดดำในสัตว์ทุกตัวที่มีโรคหัวใจร่วมด้วย ยาในกลุ่ม positive inotropes เช่น pimobendan (0.15 มก./กก. ทางหลอดเลือดดำ หรือ 0.3 มก./กก. ทางการกิน) อาจเป็นทางเลือกที่มีประโยชน์สำหรับแมวเป็นโรคหัวใจแบบชดเชยไม่ได้และภาวะหัวใจล้มเหลว โดยเฉพาะอย่างยิ่งแมวที่มีอาการกล้ามเนื้อหัวใจบีบตัวผิดปกติ (systolic myocardial dysfunction) อย่างไรก็ตามยังไม่มีหลักฐานชัดเจนที่ยืนยันว่ายาดังกล่าวมีประโยชน์ต่อการรอดชีวิตหรือไม่ การไหลเวียนเลือดไปยังระบบร่างกายที่ไม่ดีและภาวะช็อก ส่งผลให้อุณหภูมิทางทวารหนักต่ำลงและในบางกรณีอาจถึงขั้นอุณหภูมิร่างกายต่ำกว่าปกติ (generalized hypothermia) แต่ควรหลีกเลี่ยงการทำให้ร่างกายอบอุ่นขึ้นทันทีจนกว่าเลือดจะไหลเวียนไปยังระบบร่างกายได้ดีขึ้นเสียก่อน ทั้งนี้เพราะการกระทำดังกล่าวจะยิ่งทำให้การไหลเวียนเลือดไปยังระบบร่างกายได้แย่ลง อีกทั้งยังส่งผลกระทบต่อภาวะช็อกอันเป็นผลจากหลอดเลือดส่วนปลายขยายตัว (peripheral vasodilation) ทำให้เลือดไหลออกจากอวัยวะสำคัญมากขึ้น


การรักษาโดยใช้ยาต้านเกล็ดเลือด (antithrombotic therapy) ควรเริ่มเมื่อสัตว์ป่วยอยู่ในภาวะคงที่เพื่อป้องกันไม่ให้ลิ่มเลือดที่มีอยู่แล้วแพร่กระจายและป้องกันไม่ให้เกิดลิ่มเลือดใหม่ โดยต้องจำไว้ว่ายานี้ไม่ได้ทำให้ลิ่มเลือดที่มีอยู่แตกสลาย (lysis) ยาที่แนะนำคือ low-molecular weight heparin เช่น dalteparin (75-150 U/กก. ทางใต้ผิวหนัง (SC) ทุก 6 ชั่วโมง) 17 หรือ unfractionated heparin (250-300 U/กก. ทุก 6 ชั่วโมง) 17,18 ซึ่งโดยทั่วไปจะหยุดให้ยาหลังจากสัตว์ป่วยมีภาวะคงที่ 2-3 วัน และจะเปลี่ยนมาใช้ยาต้านเกล็ดเกลือรูปแบบยากินแทน

 

ควรเริ่มให้ยา Clopidogrel ทันทีเมื่อสัตว์ป่วยสามารถทนต่อยารูปแบบยากินได้ ยานี้จะยับยั้งการทำงานของ adenosine diphosphate ส่งผลให้ยับยั้งการเกาะกลุ่มของเกล็ดเลือด (platelet aggregation) แบบย้อนกลับได้ (reversible) ขนาดยาที่แนะนำในช่วงเริ่มต้นคือ 75 มก. ต่อตัวทางการกิน ทุก 24 ชั่วโมง ตามด้วยขนาดยาที่ใช้ควบคุมอาการ (maintenance dose) 18.75 มก. ต่อตัว ทางการกิน ทุก 24 ชั่วโมง 19 ทั้งนี้แมวหลายตัวไม่ชอบยา clopidogrel เนื่องจากยามีรสชม เพราะฉะนั้นจึงควรพิจารณาทางเลือกอื่นๆเพื่อเพิ่มความร่วมมือในการรักษา เช่น การให้ยาในรูปแบบแคปซูลเจลาตินหรือยาน้ำที่มีรสชาติ โดยปกติแล้วแมวจะทนต่อยาตัวนี้ได้ดี แต่บางครั้งอาจมีสัญญาณของภาวะเลือดออกมากเกินไป (excessive bleeding) (เช่น รอยช้ำ) เมื่อใช้ยาในขนาดที่สูง แมวที่ได้รับยาตัวนี้ควรเก็บตัวอย่างเลือดที่หลอดเลือดดำส่วนปลายและควรใช้ที่พันห้ามเลือดที่เหมาะสมเพื่อให้แน่ใจว่าเลือดหยุดหลังจากเจาะเลือด

 

มีการพิสูจน์แล้วว่ายา Clopidogrel มีประสิทธิภาพมากกว่ายา Aspirin ในการป้องกันในระดับทุติยภูมิ (secondary prevention) สำหรับภาวะ ATE 20 แต่เนื่องจากกลไกการออกฤทธิ์ (mechanisms of action) ของยาทั้งสองชนิดมีความแตกต่างกันดังนั้นอาจพิจารณาใช้ยาทั้งสองชนิดพร้อมกัน (dual therapy) ในสัตว์ป่วยบางราย แม้ว่าจะยังไม่มีการศึกษาที่แสดงประสิทธิภาพของการใช้ยาร่วมกันก็ตาม ยา aspirin จะยับยั้งการเกาะกลุ่มของเกล็ดเลือดโดยการยับยั้งการผลิต thromboxane A2 แบบย้อนกลับไม่ได้ (irreversible) ซึ่งปกติจะให้ยาในขนาด 20.25-81 มก. ต่อตัว ทางการกิน ทุก 72 ชั่วโมง และควรให้ยานี้ต่อเมื่อสัตว์ป่วยกลับมากินอาหารเองแล้วเท่านั้นเพื่อลดความเสี่ยงของการเกิดแผลในทางเดินอาหาร (gastrointestinal ulceration)

 

การรักษาด้วยยาละลายลิ่มเลือด (thrombolytic therapies) เช่น tissue plasminogen activator 21,22 , streptokinase 11 และ urokinase 23 จะไม่แนะนำในแมวที่มีภาวะ ATE เพราะไม่มีการแสดงให้เห็นประโยชน์ของการรอดชีวิตจากการรักษาด้วยยาในกลุ่มนี้เมื่อเปรียบเทียบกับการรักษาด้วยยาต้านเกล็ดเลือดตามมาตรฐาน ยิ่งไปกว่านั้นยังพบภาวะแทรกซ้อนสำคัญ (complications) จากการใช้ยาละลายลิ่มเลือด โดยเฉพาะภาวะโพแทสเซียมในเลือดสูงที่เป็นอัตรายถึงชีวิตซึ่งมีแนวโน้มสูงที่จะเป็นผลมาจากการบาดเจ็บจากการไหลย้อนของเลือดภายหลังการขาดเลือดเฉพาะที่ (reperfusion injury)

 

ระดับความเจ็บปวด (pain levels) ของสัตว์ป่วยควรถูกประเมินอย่างต่อเนื่อง โดยให้ยาระงับปวดที่มีประสิทธิภาพอย่างน้อย 24-48 ชั่วโมง หลังจากนั้นความจำเป็นในการให้ยากลุ่ม full mu opioid agonist จะลดลงอย่างมาก และยา buprenorphine (partial mu opioid agonist) อาจเพียงพอแล้ว นอกจากนี้สัตวแพทย์ควรทำการวินิจฉัยเพิ่มเติมเพื่อสืบหาสาเหตุพื้นเดิมที่เป็นไปได้เมื่อสัตว์ป่วยมีภาวะคงที่ ซึ่งอาจรวมถึงการตรวจเลือด การตรวจค่าชีวเคมีในซีรั่ม (serum biochemistry) การตรวจหัวใจด้วยคลื่นเสียงความถี่สูง (echocardiography) หรือการตรวจอัลตราซาวด์ (ultrasonography) บริเวณหลอดเลือดที่เกี่ยวข้อง

 

การบาดเจ็บจากการไหลย้อนของเลือดภายหลังการขาดเลือดเฉพาะที่ (reperfusion injury) อาจนำไปสู่ภาวะโพแทสเซียมในเลือดสูง (hyperkalemia) และภาวะเลือดเป็นกรด (acidosis) อย่างรุนแรงซึ่งเป็นอันตรายถึงชีวิต รวมถึงเป็นหนึ่งในภาวะแทรกซ้อนสำคัญที่พบได้ในระหว่างการรักษาดังนั้นสัตวแพทย์จึงควรเฝ้าติดตามความผิดปกติทางชีวเคมี (biochemical derangements) อย่างใกล้ชิดในสัตว์ป่วยทุกราย โดยเฉพาะในช่วง 48-72 ชั่วโมงแรกหลังจากเข้ารับการรักษา การบาดเจ็บจากการไหลย้อนของเลือดภายหลังการขาดเลือดเฉพาะที่นั้นควรได้รับการรักษาโดยเร็วที่สุดด้วยวิธีที่เหมาะสม (เช่น การให้ dextrose, insulin และ dextrose, calcium gluconate หรือ sodium bicarbonate) ตามความจำเป็น ทั้งนี้ควรหลีกเลี่ยงการดัดหรือขยับข้อต่ออย่างเร็วและแรง (manipulation) ตรงขาข้างที่ได้รับผลกระทบ (รวมถึงการทำกายภาพบำบัด) อย่างน้อย 72 ชั่วโมง เนื่องจากอาจทำให้โพแทสเซียมและแลคเตทไหลเข้าระบบไหลเวียนเลือดอย่างเฉียบพลันซึ่งจะเพิ่มความเสี่ยงต่อการบาดเจ็บจากการไหลย้อนของเลือดภายหลังการขาดเลือดเฉพาะที่ 

มี 5 สัญญาณหลักที่สัมพันธ์กับภาวะลิ่มเลือดอุดตันในหลอดเลือดที่รยางค์หรือแขนขาซึ่งมักจะเรียกกันว่า 5P ได้แก่ เจ็บ (pain) อัมพาต (paralysis/paresis) ไม่มีชีพจร (pulselessness) ซีด (pallor) และปลายรยางค์เย็น (poikilothermy)

Michael Aherne

การจัดการระยะยาว

ควรให้ยา clopidogrel (18.75 มก./ตัว) ต่อเนื่องในระยะยาว โดยพบว่ายาตัวนี้มีประสิทธิภาพดีกว่ายา aspirin ในการป้องกันในระดับทุติยภูมิ (secondary prevention) สำหรับภาวะ ATE 20 นอกจากนี้ยังมีการเสนอให้ใช้ยาในกลุ่ม factor Xa inhibitors (เช่น rivaroxaban 0.5-1 มก./กก./วัน) เป็นยาต้านเกล็ดเลือดทางเลือกสำหรับการจัดการทั้งในระยะสั้นและระยะยาว แต่ข้อมูลเชิงคาดการณ์เกี่ยวกับประสิทธิภาพของยาดังกล่าวนั้นมีค่อนข้างจำกัด อย่างไรก็ตามการศึกษาในเชิงคลินิกเกี่ยวกับ rivaroxaban ยังคงดำเนินต่อไปและการวิเคราะห์ย้อนหลัง (retrospective analysis) ของการรักษาโดยใช้ยา clopidogrel คู่กับ rivaroxaban นั้นแสดงให้เห็นว่าสัตว์ป่วยสามารถทนต่อยาได้ดีและมีผลไม่พึงประสงค์ (adverse effects) เพียงเล็กน้อย 24 ในปัจจุบันมีการแนะนำว่าควรใช้ยาเหล่านี้ร่วมกับการรักษาด้วยยา clopidogrel ตามมาตรฐาน ไม่ใช่ทดแทนการใช้ยา clopidogrel 19

 

การรักษาด้วย Low-molecular weight heparin หรือ unfractionated heparin สามารถให้ต่อที่บ้านได้ในระยะยาวสำหรับแมวที่เคยประสบกับภาวะ ATE อย่างรุนแรงหรือแมวที่กลับมามีภาวะ ATE ซ้ำ (recurrent) แต่ทางเลือกเหล่านี้ไม่ใช่แนวทางที่ใช้ในการจัดการระยะยาวที่ใช้เป็นประจำ และข้อมูลเกี่ยวกับผลลัพธ์จากการใช้แนวทางนี้ยังมีค่อนข้างจำกัด

 

การรักษาโรคหัวใจอย่างเหมาะสมเป็นสิ่งจำเป็นในแมวส่วนใหญ่ที่มีภาวะ ATE เนื่องจากความชุกของภาวะ ATE ที่เกิดจากโรคหัวใจพื้นเดิมนั้นค่อนข้างสูง แมวที่มีภาวะหัวใจล้มเหลวร่วมด้วยต้องได้รับการรักษาด้วยยาขับปัสสาวะ โดยให้ยา furosemide (0.5-2 มก./กก. ทางการกิน ทุก 8-12 ชั่วโมง) สัตวแพทย์ควรประเมินการทำงานของไต (renal function) และอิเล็กโทรไลต์ (electrolytes) โดยในกรณีที่ปกติ สัตวแพทย์ควรพิจารณาให้ยาในกลุ่ม angiotensin-converting enzyme (ACE) inhibitors (benazepril 0.5-1 มก./กก. หรือ enalapril 0.25-0.5 มก./กก. ยาทั้งคู่ให้ทางการกิน ทุก 12-24 ชั่วโมง) จากนั้นต้องเฝ้าติดตามการทำงานของไตอย่างใกล้ชิด ทั้งนี้ต้องใช้ความระมัดระวังในแมวที่มีภาวะไตวาย (azotemia) หรือเป็นโรคไตอยู่แล้ว ในแมวที่มีภาวะหัวใจบีบตัวผิดปกติ (systolic dysfunction) สัตวแพทย์อาจให้ยา pimobendane (0.3 มก./กก. ทางการกิน ทุก 12 ชั่วโมง) แบบนอกข้อบ่งใช้ (off-label) การรักษาด้วยยาต้านการเต้นผิดจังหวะของหัวใจ (antiarrhythmic therapies) จะขึ้นอยู่กับประเภทและความรุนแรงของภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ (arrhythmias) ที่สัตว์ป่วยเป็นอยู่ ซึ่งผู้ที่สนใจสามารถศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการจัดการระยะยาวของภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะแบบเจาะลึกได้จากแหล่งข้อมูลอื่นๆ 19

 

แนะนำให้ทำกายภาพบำบัด (physiotherapy) โดยรวมถึงการออกกำลังกายโดยผู้อื่น (passive mobility exercises) กับขาข้างที่ได้รับผลกระทบทันทีที่สัตว์ป่วยมีภาวะคงที่ คุมอาการปวดได้และความเสี่ยงของการบาดเจ็บจากการไหลย้อนของเลือดภายหลังการขาดเลือดเฉพาะที่ลดลง เจ้าของควรได้รับการศึกษาเกี่ยวกับวิธีออกกำลังกายและการจัดการกับขาข้างที่ได้รับผลกระทบโดยผู้อื่น (passive manipulation) ควรทำต่อเนื่องที่บ้านติดต่อกันเป็นเวลาอย่างน้อยหลายสัปดาห์จนกว่าการทำงานของกล้ามเนื้อจะดีขึ้นและความเสี่ยงของภาวะกล้ามเนื้อหดรั้ง (muscle contracture) จะลดลง 

 

 

การพยากรณ์โรค


มีการศึกษาฉบับหนึ่งพบว่ามีแมวที่ได้รับการวินิจฉัยว่ามีภาวะ ATE ในเวชปฏิบัติทั่วไป (general practice) เพียงร้อยละ 12 เท่านั้นที่รอดชีวิตได้อย่างน้อย 7 วันหลังจากพามาพบสัตวแพทย์ 1 โดยร้อยละ 61.2 ของแมวเหล่านั้นถูกทำการุณยฆาตเมื่อพามาพบสัตวแพทย์ ร้อยละ 8.8 ถูกทำการุณยฆาตและร้อยละ 2.8 ตายภายใน 24 ชั่วโมงหลังจากเริ่มการรักษา และโดยรวมแล้วมีเพียงร้อยละ 27.2 เท่านั้นที่รอดชีวิตเกิน 24 ชั่วโมง 1 ในทางตรงกันข้าม อัตราการรอดชีวิต (survival rates) ประมาณร้อยละ 30-40 (และสูงถึงร้อยละ 73) ได้รับรายงานในโรงพยาบาลที่รับสัตว์ป่วยส่งต่อ) 2,11,12,13 ทั้งนี้แม้ว่าจะไม่สามารถตัดอิทธิพลของอคติในการส่งตัวสัตว์ป่วยที่อาจเป็นคำอธิบายสำหรับตัวเลขเหล่านี้ได้ แต่ในทางกลับกันอัตราการรอดชีวิตโดยรวมที่ต่ำในเวชปฏิบัติทั่วไปอาจสะท้อนให้เห็นถึงการรับรู้การพยากรณ์โรคที่สิ้นหวังและอคติในการการุณยฆาตแมวที่ได้รับผลกระทบเมื่อเริ่มแสดงอาการ นอกจากนี้อัตราการรอดชีวิตของแมวที่มีขาข้างเดียวที่ได้รับผลกระทบอาจสูงถึงร้อยละ 70-80 11,13 และอาจสูงถึงร้อยละ 90 หากระบบประสาทสั่งการยังคงทำงานอยู่บางส่วนเมื่อเข้ารับการรักษา 12 อาการแสดงทางคลินิกที่เกิดจากภาวะ ATE มักจะดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญหลังจากการรักษาใน 24-48 ชั่วโมงแรก และสัตว์ป่วยจำนวนมากที่รอดชีวิตนานกว่า 48-72 ชั่วโมงจะสามารถฟื้นคืนการทำงานของระบบประสาทสั่งการบางส่วนหรือทั้งหมดภายใน 1-2 เดือน การฟื้นตัวดังกล่าวจึงบ่งชี้ว่าการพิจารณาการรักษาอย่างน้อย 72 ชั่วโมงแรกนั้นมีความสมเหตุสมผลและอาจทำให้อัตราการรอดชีวิตโดยรวมเพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตามหากมีขาที่ได้รับผลกระทบ 2 ขาหรือมากกว่า 2 ขาขึ้นไป 1,2 มีประวัติเคยเกิดภาวะ ATE มาก่อน 13 มีภาวะหัวใจเต้นช้ากว่าปกติ 2,11 มีเสียงหัวใจแบบ gallop 14 และอุณหภูมิทางทวารหนักต่ำกว่า 37 องศาเซลเซียส (98.6 องศาฟาเรนไฮต์) 1,2 ก็ล้วนแต่บ่งชี้ถึงการพยากณ์โรคเชิงลบอย่างมีนัยสำคัญ โดยอุณหภูมิทางทวารหนักต่ำกว่า 37 องศาเซลเซียส (98.6 องศาฟาเรนไฮต์) เมื่อเริ่มการรักษาจะสัมพันธ์กับอัตราการรอดชีวิตน้อยกว่าร้อยละ 50 2

 

ภาวะแทรกซ้อนในระยะยาวอาจพบได้ในแมวที่รอดชีวิตจากภาวะ ATE อุบัติการณ์ของภาวะกล้ามเนื้อหดรั้ง (muscle contracture) สามารถลดลงได้จากการทำกายภาพบำบัดระหว่างรักษาตัวในโรงพยาบาลสัตว์และการทำกายภาพบำบัดต่อที่บ้านหลังจากออกจากโรงพยาบาลสัตว์ ขาข้างที่ได้รับผลกระทบอาจเกิดเนื้อตายและหลุดลอกออกโดยเป็นผลมาจากภาวะขาดเลือดเฉพาะที่ (ischemia) ที่โน้มนำจากภาวะ ATE ซึ่งใช้เวลาหลายวันกว่าจะมองเห็นรอยโรคได้ รอยโรคดังกล่าวอาจเกิดขึ้นเฉพาะนิ้วเดียวหรือส่งผลต่อผิวหนังเป็นบริเวณกว้างก็ได้ และอาจจำเป็นต้องรักษาด้วยการผ่าตัด การตัดขาข้างที่ได้รับผลกระทบมีความจำเป็นหากการไหลเวียนเลือดไม่ดีจนทำให้ขาทั้งข้างตาย (limb necrosis) 2 การถลอกของอุ้งเท้า (paw excoriations) จากการลากขาและการที่สัตว์ป่วยทำร้ายขาตนเอง (self-trauma) เนื่องจากอาการปวดทางระบบประสาท (neuropathic pain) ซึ่งสามารถพบได้ในกรณีที่สัตว์ป่วยมีความผิดปกติของระบบประสาทอย่างถาวร (persistent neurologic deficits) การรักษาด้วยยา gabapentin อาจได้รับการพิจารณาสำหรับการจัดการกับอาการปวดทางระบบประสาทในแมวเหล่านี้ ทั้งนี้ยังไม่มีการศึกษาประโยชน์ของยาในแมวที่มีภาวะ ATE สัตวแพทย์ควรแจ้งให้เจ้าของทราบถึงความเสี่ยงและสัญญาณเตือนของภาวะแทรกซ้อนเหล่านี้ก่อนที่เจ้าของจะตัดสินใจเลือกการรักษาหรือการุณยฆาต 

 

มาตรการป้องกัน


ภาวะลิ่มเลือดอุดตันในหลอดเลือดแดงในแมวก็เหมือนกับโรคอื่นๆที่การป้องกันย่อมดีกว่าการรักษา แต่ถึงแม้จะเป็นเช่นนั้นการศึกษาที่ประเมินประสิทธิภาพของการรักษาเพื่อการป้องกันในระดับปฐมภูมิ (primary prevention) (เช่น การป้องกันการเกิดภาวะ ATE ครั้งแรกในแมวที่มีความเสี่ยง) ก็ยังมีค่อนข้างน้อย ในปัจจุบันได้แนะนำการใช้ยา clopidogrel ในแมวที่มีความเสี่ยงเพื่อป้องกันภาวะ ATE 19 ซึ่งนี่แสดงให้เห็นว่ายา clopidogrel มีประสิทธิภาพที่ดีกว่ายา aspirin ในการเพิ่มระยะเวลาที่จะเกิดภาวะ ATE ซ้ำหรือภาวะหัวใจหยุดเต้นเฉียบพลัน (cardiac death) หลังจากภาวะ ATE ครั้งแรก 20 การระบุแมวที่มีความเสี่ยงอาจถือเป็นอุปสรรคที่สำคัญที่สุดในการป้องกันภาวะ ATE ทั้งนี้เนื่องจากความชุกของโรคหัวใจแบบไม่แสดงอาการ (subclinical cardiac disease) นั้นค่อนข้างสูงซึ่งเจ้าของมักไม่ทราบมาก่อน และการตรวจหาความผิดปกติของหัวใจนั้นควรเริ่มต้นเมื่อได้ยินเสียงหัวใจผิดปกติแบบ murmur หรือ gallop หรือมีภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะในแมวที่ไม่มีอาการแสดงทางคลินิก ค่าพารามิเตอร์จากการตรวจหัวใจด้วยคลื่นเสียงความถี่สูง (echocardiographic parameters) ต่างๆเกี่ยวข้องกับความเสี่ยงที่สูงขึ้นในการเกิดภาวะ ATE ในแมวที่ทราบแล้วว่าเป็นโรคหัวใจ ได้แก่ การพบ spontaneous echo contrast (ควัน) (รูปภาพที่ 7) การขยายใหญ่ของหัวใจห้องบนซ้ายปานกลางถึงรุนแรง (moderate-to-severe left atrial enlargement) ความเร็วการไหลของเลือดในหูหัวใจซ้ายลดลง สัดส่วนของการลดขนาดของหัวใจห้องบน (atrial fractional shortening) ลดลง สัดส่วนของการบีบตัวของหัวใจห้องบนซ้าย (left atrial ejection fraction) ลดลง และความหนาของผนังหัวใจห้องล่างซ้าย (left ventricular wall thickness) เพิ่มขึ้น โดยทั้งหมดนี้ถือเป็นข้อบ่งชี้ในการเริ่มรักษาด้วยยา clopidogrel ในแมวที่ไม่มีอาการแสดงทางคลินิก แนวทางในการรักษาที่พัฒนาขึ้นมาล่าสุดได้ระบุว่าแมวที่เป็นโรคกล้ามเนื้อหัวใจหนาตัวระยะบีสอง (B2) (ไม่มีอาการแสดงทางคลินิกและหัวใจห้องบนซ้ายขยายขนาดปานกลางถึงรุนแรง) ซึ่งถือว่ามีความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะหัวใจล้มเหลวหรือภาวะ ATE เพิ่มขึ้น และแนะนำให้ใช้ clopidogrel ในแมวทุกตัวอยู่ในระยะนี้หรือระยะที่สูงกว่านี้ 19 ประโยชน์ของการให้ยา clopidogrel ร่วมกับ aspirin หรือยาอื่นๆ (dual therapy) เช่น ยาในกลุ่ม factor Xa inhibiton เพื่อป้องกันภาวะ ATE เมื่อเปรียบเทียบกับการให้ยา clopidogrel เพียงอย่างเดียวนั้นยังไม่เป็นที่ทราบกันดีในปัจจุบัน รวมถึงในปัจจุบันยังมีคำแนะนำที่ค่อนข้างจำกัดสำหรับแมวที่ไม่ได้มีภาวะ ATE จากโรคหัวใจหรือสัตว์ป่วยที่ยังไม่สามารถระบุสาเหตุพื้นเดิมได้ เพราะแนวทางการป้องกันส่วนใหญ่จะเน้นไปที่ปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับภาวะ ATE จากโรคหัวใจ 

 

 

Echo findings can indicate a high risk of arterial thromboembolism
รูปภาพที่ 7 ผลการตรวจหัวใจด้วยคลื่นเสียงความถี่สูงสามารถบ่งชี้ความเสี่ยงในการเกิดภาวะลิ่มเลือดอุดตันในหลอดเลือดแดงที่สูงขึ้น ตามที่ปรากฎในภาพด้านบนซึ่งเป็นภาพจากแมวอายุ 13 ปีที่เป็นโรคกล้ามเนื้อหัวใจหนาตัวระยะสุดท้าย (end-stage HCM) และภาวะหัวใจล้มเหลว (congestive heart failure) ภาพนี้แสดง left apical two chamber view ซึ่งจะช่วยเพิ่มความชัดเจนของหัวใจห้องบนซ้ายและรยางค์หัวใจห้องบนซ้าย (left atrial appendage, LAA) ซึ่งขยายใหญ่ทั้งคู่ โดยสามารถเห็นลิ่มเลือดได้ในปลายรยางค์หัวใจห้องบนซ้าย และใกล้กับตรงนั้นซึ่งก็คือบริเวณเชื่อมต่อระหว่างหัวใจห้องบนซ้ายกับรยางค์หัวใจห้องบนซ้ายก็จะเห็น spontaneous echocontrast (หรือที่เรียกว่า “ควัน”) ปรากฎอยู่LA: หัวใจห้องบนซ้าย (Left Atrium); LAA: รยางค์หัวใจห้องบนซ้าย (Left Atrial Appendage หรือ Left Auricle); RA: หัวใจห้องบนขวา (Right Atrium); RV: หัวใจห้องล่างขวา (Right Ventricle); SEC: spontaneous echocontrast (ควัน) © Joanna Dukes-McEwan, University of Liverpool
สรุป

แม้ว่าภาวะลิ่มเลือดอุดตันในหลอดเลือดแดง (arterial thromboembolism (ATE)) จะเป็นอาการแสดงที่เกิดขึ้นอย่างเฉียบพลันมากและรุนแรง ซึ่งมักมีผลการพยากรณ์โรคในระยะยาวที่ไม่ดีแต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะเป็นโทษประหารชีวิตสำหรับแมวทุกตัว การรักษาที่รวดเร็ว การตัดสินใจทางคลินิกที่รอบคอบ และการดูแลอย่างเข้มข้นสามารถทำให้การพยากรณ์โรคเปลี่ยนไปได้โดยขึ้นอยู่กับสาเหตุและความรุนแรงของอาการที่ปรากฎ ทั้งนี้เนื่องจากอาการแสดงทางคลินิกหลายอย่างจะดีขึ้นภายใน 72 ชั่วโมงแรกหลังจากเริ่มแสดงภาวะ ATE การพิจารณาการรักษาอย่างน้อยในช่วงเริ่มต้นนี้จึงมีความสมเหตุสมผลสำหรับหลายกรณี 

Michael Aherne


MVB, GradDipVetStud, MS, MANZCVS (Small Animal Surgery), Dip. ACVIM (Cardiology), University of Florida College of Veterinary Medicine, Gainesville, FL, USA

United States

Dr. Aherne is an ACVIM board-certified cardiologist and clinical assistant professor of cardiology at the University of Florida. He obtained his veterinary degree from University College Dublin, Ireland and completed an internship at Australia’s University of Sydney before gaining his Master’s degree and residency in veterinary cardiology at Virginia Tech in the USA. His areas of interest include cardiac surgery, interventional cardiology, and advanced cardiac imaging.

References
  1. Borgeat K, Wright J, Garrod O, et al. Arterial thromboembolism in 250 cats in general practice: 2004-2012. J. Vet. Intern. Med. 2014;28(1):102-108.
  2. Schaub RG, Gates KA, Roberts RE. Effect of aspirin on collateral blood flow after experimental thrombosis of the feline aorta. J. Small Anim. Pract. 1982;43(9):1647-1650.
  3. Moore KE, Morris N, Dhupa N, et al. Retrospective study of streptokinase administration in 46 cats with arterial thromboembolism. J. Vet. Emerg. Crit. Care 2000;10(4):245-257.
  4. Schoeman JP. Feline distal aortic thromboembolism: a review of 44 cases (1990-1998). J. Feline Med. Surg. 1999;1(4):221-231.
  5. Laste NJ, Harpster N. A retrospective study of 100 cases of feline distal aortic thromboembolism: 1977-1993. J. Am. Anim. Hosp. Assoc. 1995;31:492-500.
  6. Payne JR, Borgeat K, Brodbelt DC, et al. Risk factors associated with sudden death vs. congestive heart failure or arterial thromboembolism in cats with hypertrophic cardiomyopathy. J. Vet. Cardiol. 2015;17:S318-S328.
  7. Pouzot-Nevoret C, Barthlemy A, Goy-Thollot I, et al. Infrared thermography: a rapid and accurate technique to detect feline aortic thromboembolism. J. Feline Med. Surg. 2018;20(8):780-785.
  8. Klainbart S, Kelmer E, Vidmayer B, et al. Peripheral and central venous blood glucose concentrations in dogs and cats with acute arterial thromboembolism. J. Vet. Intern. Med. 2014;28(5):1513-1519.
  9. Blais MC, Bianco D, Goggs R, et al. Consensus on the rational use of antithrombotics in veterinary critical care (CURATIVE): domain 3 defining antithrombotic protocols. J. Vet. Emerg. Crit. Care 2019;29(1):60-74.
  10. Smith SA, Tobias AH. Feline arterial thromboembolism: an update. Vet. Clin. North Am. Small Anim. Pract. 2004;34(5):1245-1271.
  11. Luis Fuentes V, Abbott J, Chetboul V, et al. ACVIM consensus statement guidelines for the classification, diagnosis, and management of cardiomyopathies in cats. J. Vet Intern. Med. 2020;34(3):1062-1077.
  12. Smith SA, Tobias AH, Jacob KA, et al. Arterial thromboembolism in cats: acute crisis in 127 cases (1992-2001) and long-term management with low-dose aspirin in 24 cases. J. Vet. Intern. Med. 2003;17(1):73-83.
  13. Hogan DF, Fox PR, Jacob K, et al. Secondary prevention of cardiogenic arterial thromboembolism in the cat: the double-blind, randomized, positive-controlled feline arterial thromboembolism; Clopidogrel vs. aspirin trial (FAT CAT). J. Vet. Cardiol. 2015;17:S306-S317.
  14. Guillaumin J, Gibson RMB, Goy-Thollot I, et al. Thrombolysis with tissue plasminogen activator (TPA) in feline acute aortic thromboembolism: a retrospective study of 16 cases. J. Feline Med. Surg. 2019;21(4):340-346.
  15. Welch KM, Rozanski EA, Freeman LM, et al. Prospective evaluation of tissue plasminogen activator in 11 cats with arterial thromboembolism. J. Feline Med. Surg. 2010;12(2):122-128.
  16. Koyama H, Matsumoto H, Fukushima RU, et al. Local intra-arterial administration of urokinase in the treatment of a feline distal aortic thromboembolism. J. Vet. Med. Sci. 2010;72(9):1209-1211.
  17. Lo ST, Walker AL, Georges CJ, et al. Dual therapy with clopidogrel and rivaroxaban in cats with thromboembolic disease. J. Feline Med. Surg. 2022;24(4):277-283.
  18. Williams TPE, Shaw S, Porter A, et al. Aortic thrombosis in dogs. J. Vet. Emerg. Crit. Care 2017;27(1):9-22.
  19. Gonalves R, Penderis J, Chang YP, et al. Clinical and neurological characteristics of aortic thromboembolism in dogs. J. Small Anim. Pract. 2008;49(4):178-184.
  20. Welles E, Boudreaux M, Crager C, et al. Platelet function and antithrombin, plasminogen, and fibrinolytic activities in cats with heart disease. Am. J. Vet. Res. 1994;55(5):619-627.
  21. Helenski CA, Ross JN. Platelet aggregation in feline cardiomyopathy. J. Vet. Intern. Med. 1987;1(1):24-28.
  22. Mischke R, Teuber M, Tiede A. Measurements of endogenous thrombin potential using the CAT method in cats: reference values and influence of the direct factor Xa inhibitor apixaban. Res. Vet. Sci. 2019;127:113-121.
  23. Butler HC. An investigation into the relationship of an aortic embolus to posterior paralysis in the cat. J. Small Anim. Pract. 1971;12(3):141-158.
  24. Olmstead ML, Butler HC. Five-hydroxytryptamine antagonists and feline aortic embolism. J. Small Anim. Pract. 1977;18(4):247-259.

Other articles in this issue

    Access the PDF of the issue

    แบ่งปันบนโซเชียลมีเดีย