Written by Michael Aherne
ภาวะลิ่มเลือดอุดตันในหลอดเลือดแดงในแมว (Feline thromboembolism) นั้นเป็นภาวะที่อาจเกิดขึ้นโดยไม่คาดคิด อีกทั้งการประเมินผลและการตัดสินใจของสัตวแพทย์ถือเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดความแตกต่างระหว่างการรอดชีวิตและความตาย ซึ่งกำลังจะกล่าวในบทความของ Michael Aherne
แบ่งปันบนโซเชียลมีเดีย
บทนำ
ภาวะลิ่มเลือดอุดตันในหลอดเลือดแดง (Arterial Thromboembolism, ATE) เกิดขึ้นเมื่อก้อนลิ่มเลือด (thrombus) เคลื่อนที่ไปยังหลอดเลือดแดงส่วนปลาย (peripheral artery) โดยมักมีอาการแสดงทางคลินิกอย่างเฉียบพลัน (acute) หรืออย่างเฉียบพลันมาก (peracute) และรุนแรง (severe) แมวมักมีความเสี่ยงต่อการเกิด ATE (มีรายงานความชุกอยู่ที่ประมาณร้อยละ 0.3-0.6 1,2) มากกว่าสัตว์ชนิดอื่น ซึ่งอาจเกิดจากปัจจัยหลายประการ ปัจจัยที่สำคัญที่สุดคือความชุกของโรคกล้ามเนื้อหัวใจ (myocardial disease) ที่สูงขึ้น และการขยายตัวของห้องหัวใจซ้ายที่ตามมา โดยแมวจำนวนมากที่ประสบกับ ATE จะเสียชีวิตเมื่อมาโรงพยาบาลครั้งแรกเนื่องจากอาการที่แสดงทางคลินิกรุนแรง แต่สำหรับแมวจำนวนหนึ่งที่ได้รับการรักษาและรอดชีวิตจากการรักษาฉุกเฉิน แมวเหล่านั้นจะสามารถฟื้นฟูการทำงานของขาในด้านที่ได้รับผลกระทบและรักษาคุณภาพชีวิตที่ดีไว้ได้ อย่างไรก็ตามประเภทและความรุนแรงของโรคที่มีอยู่ร่วมกัน (concurrent) หรือโรคพื้นเดิม (underlying conditions) จะเป็นสาเหตุอาจจำกัดการพยากรณ์โรคในระยะยาวในแมวที่เกิด ATE
สาเหตุและพยาธิสรีรวิทยา
แมวมีแนวโน้มที่จะเกิดการสร้างลิ่มเลือดภายในหัวใจ (intracardiac thrombus formation) มากกว่าสัตว์ชนิดอื่น ๆ 3,4 ซึ่งในกรณีส่วนใหญ่จะเป็นผลมาจากโรคหัวใจขั้นรุนแรงที่ทำให้เกิดภาวะหัวใจห้องบนซ้ายโต (left atrial enlargement) โรคกล้ามเนื้อหัวใจหนาตัว (Hypertrophic Cardiomyopathy, HCM) จัดเป็นโรคที่พบมากที่สุดในกลุ่มโรคกล้ามเนื้อหัวใจ (cardiomyopathy) แต่โรคกล้ามเนื้อหัวใจชนิดอื่น ๆ หรือความผิดปกติโดยกำเนิด (congenital defect) (เช่น ลิ้นหัวใจไมตรัลตีบ (mitral stenosis)) ที่มีผลกระทบต่อหัวใจห้องซ้ายก็อาจนำไปสู่ ATE ได้เช่นกัน รวมถึงในบางกรณีพบว่าการการติดเชื้อที่เยื่อบุหัวใจ (infective endocarditis) ก็สามารถทำให้เกิดการแพร่กระจายของลิ่มเลือดที่ติดเชื้อ (septic trombi) ไปอุดหลอดเลือดทั่วร่างกายได้ (systemic embolization) แต่อย่างไรก็ตามไม่ใช่แมวทุกตัวที่เป็น ATE จะมีสาเหตุมาจากโรคหัวใจ โดยพบว่าเนื้องอกในปอด (pulmonary neoplasia) ที่ทำให้เนื้องอกไปอุดหลอดเลือด (tumor embolism) ถือเป็นสาเหตุที่ไม่เกี่ยวข้องกับหัวใจ (non-cardiac cause) ที่พบได้บ่อยที่สุดที่ทำให้เกิด ATE ในแมว 2 นอกจากนี้ในบางกรณีภาวะนี้อาจเกิดขึ้นโดยไม่มีสาเหตุที่ชัดเจน
ทฤษฎีของ Virchow หรือ Virchow’s triad ได้อธิบายถึงปัจจัยที่โน้มนำให้เกิดการทำงานที่มากเกินไปของลิ่มเลือด (excessive thrombotic activity) ซึ่งประกอบไปด้วย ภาวะการแข็งตัวของเลือดง่ายกว่าปกติ (hypercoagulability) ภาวะเลือดไหลเวียนช้า (stasis of blood flow) และความผิดปกติของเซลล์เยื่อบุหลอดเลือด (endothelial dysfunction) (รูปภาพที่ 1) การเปลี่ยนแปลงเพียงจุดหนึ่งหรือหลายจุดของสามปัจจัยนี้สามารถนำไปสู่ ATE ได้ และแมวหลายตัวที่มีภาวะ ATE จากโรคหัวใจ (cardiogenic ATE) ทุกปัจจัยที่กล่าวถึงในข้างต้นล้วนแต่มีบทบาท ปัจจัยสำคัญหนึ่งอย่างที่ส่งผลให้แมวที่เป็น ATE เกิดภาวะการแข็งตัวของเลือดง่ายกว่าปกติก็คือมีการเกาะกลุ่มของเกล็ดเลือดมากเกินไป (platelet hyperaggregation) 5,6 แต่การตรวจภาวะการแข็งตัวของเลือดง่ายกว่าปกตินั้นอาจทำได้ยาก การตรวจมาตรฐานสูงสุด (gold standard)ในการประเมินการทำงานของเกล็ดเลือดในแมวคือการวัดการเกาะลุ่มของเกล็ดเลือด (platelet aggregometry) ซึ่งจะขึ้นอยู่กับทักษะและประสบการณ์ของผู้ปฏิบัติงาน 5,6 นอกจากนี้อาจมีการทับซ้อนที่สำคัญในค่าของการทดสอบ aPTT (activated partial thromboplastin time) และ PT (prothrombin time) ระหว่างสัตว์ป่วยที่มีภาวะการแข็งตัวของเลือดง่ายกว่าปกติ กับสัตว์ป่วยปกติ ซึ่งด้วยข้อจำกัดที่กล่าวถึงในข้างต้นอาจทำให้การใช้การทดสอบเหล่านี้ในการหาภาวะการแข็งตัวของเลือดง่ายกว่าปกตินั้นไม่ค่อยได้ผลดี เพราะการทดสอบเหล่านี้เหมาะสมในการระบุภาวะการแข็งตัวของเลือดยากกว่าปกติ (hypocoagulable states) มากกว่า การทดสอบโดยใช้ calibrated automated thrombography ถือเป็นอีกตัวเลือกหนึ่งที่มีความไวมากกว่า PT, aPTT และ rotational elastography 7 อีกทั้งในอนาคตการทดสอบนี้อาจจะมีบทบาทในการวัดการห้ามเลือด (hemostasis) ในแมว การขยายใหญ่ของหัวใจห้องบนซ้ายและ/หรือหูหัวใจซ้าย (left auricular) สามารถทำให้เกิดภาวะเลือดไหลเวียนช้าและทำให้เซลล์เยื่อบุหลอดเลือดเสียหายได้ ซึ่งอาจจะรุนแรงขึ้นถ้าหากการบีบตัวของหัวใจห้องบนซ้ายผิดปกติ (left atrial systolic dysfunction)
สัญญาณของการไหลเวียนเลือดไปยังระบบร่างกาย (systemic perfusion) ที่ไม่ดีและภาวะช็อกซึ่งมักเกิดในสัตว์ป่วยส่วนใหญ่ที่มีภาวะ ATE จำเป็นต้องได้รับการแก้ไขอย่างเหมาะสม สัตว์ป่วยที่เป็นโรคหัวใจรุนแรงแบบชดเชยไม่ได้ (severe decompensated cardiac disease) อาจเกิดภาวะช็อกจากเหตุหัวใจ ในขณะที่ภาวะเนื้อเยื่อขาดเลือดเฉพาะที่ (tissue ischemia) และการหลั่งสารชักนำที่มีผลต่อหลอดเลือด (vasoactive substances) อาจทำให้เกิดช็อกจากการกระจายเลือดไม่ดี (maldistributive shock) ได้ โดยแนวทางเฉพาะในการจัดการกับภาวะการไหลเวียนของเลือดในร่างกายลดลง (hypoperfusion) จะแตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับลักษณะของภาวะช็อก แต่การแยกแยะภาวะช็อกดังกล่าวสามารถทำได้ยาก สัตวแพทย์อาจพิจารณาการบำบัดด้วยสารน้ำในแมวที่มีภาวะแห้งน้ำ (dehydrated) และไม่มีหลักฐานของภาวะหัวใจล้มเหลว แต่ควรระมัดระวังการให้สารน้ำเข้าทางหลอดเลือดดำในสัตว์ทุกตัวที่มีโรคหัวใจร่วมด้วย ยาในกลุ่ม positive inotropes เช่น pimobendan (0.15 มก./กก. ทางหลอดเลือดดำ หรือ 0.3 มก./กก. ทางการกิน) อาจเป็นทางเลือกที่มีประโยชน์สำหรับแมวเป็นโรคหัวใจแบบชดเชยไม่ได้และภาวะหัวใจล้มเหลว โดยเฉพาะอย่างยิ่งแมวที่มีอาการกล้ามเนื้อหัวใจบีบตัวผิดปกติ (systolic myocardial dysfunction) อย่างไรก็ตามยังไม่มีหลักฐานชัดเจนที่ยืนยันว่ายาดังกล่าวมีประโยชน์ต่อการรอดชีวิตหรือไม่ การไหลเวียนเลือดไปยังระบบร่างกายที่ไม่ดีและภาวะช็อก ส่งผลให้อุณหภูมิทางทวารหนักต่ำลงและในบางกรณีอาจถึงขั้นอุณหภูมิร่างกายต่ำกว่าปกติ (generalized hypothermia) แต่ควรหลีกเลี่ยงการทำให้ร่างกายอบอุ่นขึ้นทันทีจนกว่าเลือดจะไหลเวียนไปยังระบบร่างกายได้ดีขึ้นเสียก่อน ทั้งนี้เพราะการกระทำดังกล่าวจะยิ่งทำให้การไหลเวียนเลือดไปยังระบบร่างกายได้แย่ลง อีกทั้งยังส่งผลกระทบต่อภาวะช็อกอันเป็นผลจากหลอดเลือดส่วนปลายขยายตัว (peripheral vasodilation) ทำให้เลือดไหลออกจากอวัยวะสำคัญมากขึ้น
การรักษาโดยใช้ยาต้านเกล็ดเลือด (antithrombotic therapy) ควรเริ่มเมื่อสัตว์ป่วยอยู่ในภาวะคงที่เพื่อป้องกันไม่ให้ลิ่มเลือดที่มีอยู่แล้วแพร่กระจายและป้องกันไม่ให้เกิดลิ่มเลือดใหม่ โดยต้องจำไว้ว่ายานี้ไม่ได้ทำให้ลิ่มเลือดที่มีอยู่แตกสลาย (lysis) ยาที่แนะนำคือ low-molecular weight heparin เช่น dalteparin (75-150 U/กก. ทางใต้ผิวหนัง (SC) ทุก 6 ชั่วโมง) 17 หรือ unfractionated heparin (250-300 U/กก. ทุก 6 ชั่วโมง) 17,18 ซึ่งโดยทั่วไปจะหยุดให้ยาหลังจากสัตว์ป่วยมีภาวะคงที่ 2-3 วัน และจะเปลี่ยนมาใช้ยาต้านเกล็ดเกลือรูปแบบยากินแทน
ควรเริ่มให้ยา Clopidogrel ทันทีเมื่อสัตว์ป่วยสามารถทนต่อยารูปแบบยากินได้ ยานี้จะยับยั้งการทำงานของ adenosine diphosphate ส่งผลให้ยับยั้งการเกาะกลุ่มของเกล็ดเลือด (platelet aggregation) แบบย้อนกลับได้ (reversible) ขนาดยาที่แนะนำในช่วงเริ่มต้นคือ 75 มก. ต่อตัวทางการกิน ทุก 24 ชั่วโมง ตามด้วยขนาดยาที่ใช้ควบคุมอาการ (maintenance dose) 18.75 มก. ต่อตัว ทางการกิน ทุก 24 ชั่วโมง 19 ทั้งนี้แมวหลายตัวไม่ชอบยา clopidogrel เนื่องจากยามีรสชม เพราะฉะนั้นจึงควรพิจารณาทางเลือกอื่นๆเพื่อเพิ่มความร่วมมือในการรักษา เช่น การให้ยาในรูปแบบแคปซูลเจลาตินหรือยาน้ำที่มีรสชาติ โดยปกติแล้วแมวจะทนต่อยาตัวนี้ได้ดี แต่บางครั้งอาจมีสัญญาณของภาวะเลือดออกมากเกินไป (excessive bleeding) (เช่น รอยช้ำ) เมื่อใช้ยาในขนาดที่สูง แมวที่ได้รับยาตัวนี้ควรเก็บตัวอย่างเลือดที่หลอดเลือดดำส่วนปลายและควรใช้ที่พันห้ามเลือดที่เหมาะสมเพื่อให้แน่ใจว่าเลือดหยุดหลังจากเจาะเลือด
มีการพิสูจน์แล้วว่ายา Clopidogrel มีประสิทธิภาพมากกว่ายา Aspirin ในการป้องกันในระดับทุติยภูมิ (secondary prevention) สำหรับภาวะ ATE 20 แต่เนื่องจากกลไกการออกฤทธิ์ (mechanisms of action) ของยาทั้งสองชนิดมีความแตกต่างกันดังนั้นอาจพิจารณาใช้ยาทั้งสองชนิดพร้อมกัน (dual therapy) ในสัตว์ป่วยบางราย แม้ว่าจะยังไม่มีการศึกษาที่แสดงประสิทธิภาพของการใช้ยาร่วมกันก็ตาม ยา aspirin จะยับยั้งการเกาะกลุ่มของเกล็ดเลือดโดยการยับยั้งการผลิต thromboxane A2 แบบย้อนกลับไม่ได้ (irreversible) ซึ่งปกติจะให้ยาในขนาด 20.25-81 มก. ต่อตัว ทางการกิน ทุก 72 ชั่วโมง และควรให้ยานี้ต่อเมื่อสัตว์ป่วยกลับมากินอาหารเองแล้วเท่านั้นเพื่อลดความเสี่ยงของการเกิดแผลในทางเดินอาหาร (gastrointestinal ulceration)
การรักษาด้วยยาละลายลิ่มเลือด (thrombolytic therapies) เช่น tissue plasminogen activator 21,22 , streptokinase 11 และ urokinase 23 จะไม่แนะนำในแมวที่มีภาวะ ATE เพราะไม่มีการแสดงให้เห็นประโยชน์ของการรอดชีวิตจากการรักษาด้วยยาในกลุ่มนี้เมื่อเปรียบเทียบกับการรักษาด้วยยาต้านเกล็ดเลือดตามมาตรฐาน ยิ่งไปกว่านั้นยังพบภาวะแทรกซ้อนสำคัญ (complications) จากการใช้ยาละลายลิ่มเลือด โดยเฉพาะภาวะโพแทสเซียมในเลือดสูงที่เป็นอัตรายถึงชีวิตซึ่งมีแนวโน้มสูงที่จะเป็นผลมาจากการบาดเจ็บจากการไหลย้อนของเลือดภายหลังการขาดเลือดเฉพาะที่ (reperfusion injury)
ระดับความเจ็บปวด (pain levels) ของสัตว์ป่วยควรถูกประเมินอย่างต่อเนื่อง โดยให้ยาระงับปวดที่มีประสิทธิภาพอย่างน้อย 24-48 ชั่วโมง หลังจากนั้นความจำเป็นในการให้ยากลุ่ม full mu opioid agonist จะลดลงอย่างมาก และยา buprenorphine (partial mu opioid agonist) อาจเพียงพอแล้ว นอกจากนี้สัตวแพทย์ควรทำการวินิจฉัยเพิ่มเติมเพื่อสืบหาสาเหตุพื้นเดิมที่เป็นไปได้เมื่อสัตว์ป่วยมีภาวะคงที่ ซึ่งอาจรวมถึงการตรวจเลือด การตรวจค่าชีวเคมีในซีรั่ม (serum biochemistry) การตรวจหัวใจด้วยคลื่นเสียงความถี่สูง (echocardiography) หรือการตรวจอัลตราซาวด์ (ultrasonography) บริเวณหลอดเลือดที่เกี่ยวข้อง
การบาดเจ็บจากการไหลย้อนของเลือดภายหลังการขาดเลือดเฉพาะที่ (reperfusion injury) อาจนำไปสู่ภาวะโพแทสเซียมในเลือดสูง (hyperkalemia) และภาวะเลือดเป็นกรด (acidosis) อย่างรุนแรงซึ่งเป็นอันตรายถึงชีวิต รวมถึงเป็นหนึ่งในภาวะแทรกซ้อนสำคัญที่พบได้ในระหว่างการรักษาดังนั้นสัตวแพทย์จึงควรเฝ้าติดตามความผิดปกติทางชีวเคมี (biochemical derangements) อย่างใกล้ชิดในสัตว์ป่วยทุกราย โดยเฉพาะในช่วง 48-72 ชั่วโมงแรกหลังจากเข้ารับการรักษา การบาดเจ็บจากการไหลย้อนของเลือดภายหลังการขาดเลือดเฉพาะที่นั้นควรได้รับการรักษาโดยเร็วที่สุดด้วยวิธีที่เหมาะสม (เช่น การให้ dextrose, insulin และ dextrose, calcium gluconate หรือ sodium bicarbonate) ตามความจำเป็น ทั้งนี้ควรหลีกเลี่ยงการดัดหรือขยับข้อต่ออย่างเร็วและแรง (manipulation) ตรงขาข้างที่ได้รับผลกระทบ (รวมถึงการทำกายภาพบำบัด) อย่างน้อย 72 ชั่วโมง เนื่องจากอาจทำให้โพแทสเซียมและแลคเตทไหลเข้าระบบไหลเวียนเลือดอย่างเฉียบพลันซึ่งจะเพิ่มความเสี่ยงต่อการบาดเจ็บจากการไหลย้อนของเลือดภายหลังการขาดเลือดเฉพาะที่
Michael Aherne
การจัดการระยะยาว
ควรให้ยา clopidogrel (18.75 มก./ตัว) ต่อเนื่องในระยะยาว โดยพบว่ายาตัวนี้มีประสิทธิภาพดีกว่ายา aspirin ในการป้องกันในระดับทุติยภูมิ (secondary prevention) สำหรับภาวะ ATE 20 นอกจากนี้ยังมีการเสนอให้ใช้ยาในกลุ่ม factor Xa inhibitors (เช่น rivaroxaban 0.5-1 มก./กก./วัน) เป็นยาต้านเกล็ดเลือดทางเลือกสำหรับการจัดการทั้งในระยะสั้นและระยะยาว แต่ข้อมูลเชิงคาดการณ์เกี่ยวกับประสิทธิภาพของยาดังกล่าวนั้นมีค่อนข้างจำกัด อย่างไรก็ตามการศึกษาในเชิงคลินิกเกี่ยวกับ rivaroxaban ยังคงดำเนินต่อไปและการวิเคราะห์ย้อนหลัง (retrospective analysis) ของการรักษาโดยใช้ยา clopidogrel คู่กับ rivaroxaban นั้นแสดงให้เห็นว่าสัตว์ป่วยสามารถทนต่อยาได้ดีและมีผลไม่พึงประสงค์ (adverse effects) เพียงเล็กน้อย 24 ในปัจจุบันมีการแนะนำว่าควรใช้ยาเหล่านี้ร่วมกับการรักษาด้วยยา clopidogrel ตามมาตรฐาน ไม่ใช่ทดแทนการใช้ยา clopidogrel 19
การรักษาด้วย Low-molecular weight heparin หรือ unfractionated heparin สามารถให้ต่อที่บ้านได้ในระยะยาวสำหรับแมวที่เคยประสบกับภาวะ ATE อย่างรุนแรงหรือแมวที่กลับมามีภาวะ ATE ซ้ำ (recurrent) แต่ทางเลือกเหล่านี้ไม่ใช่แนวทางที่ใช้ในการจัดการระยะยาวที่ใช้เป็นประจำ และข้อมูลเกี่ยวกับผลลัพธ์จากการใช้แนวทางนี้ยังมีค่อนข้างจำกัด
การรักษาโรคหัวใจอย่างเหมาะสมเป็นสิ่งจำเป็นในแมวส่วนใหญ่ที่มีภาวะ ATE เนื่องจากความชุกของภาวะ ATE ที่เกิดจากโรคหัวใจพื้นเดิมนั้นค่อนข้างสูง แมวที่มีภาวะหัวใจล้มเหลวร่วมด้วยต้องได้รับการรักษาด้วยยาขับปัสสาวะ โดยให้ยา furosemide (0.5-2 มก./กก. ทางการกิน ทุก 8-12 ชั่วโมง) สัตวแพทย์ควรประเมินการทำงานของไต (renal function) และอิเล็กโทรไลต์ (electrolytes) โดยในกรณีที่ปกติ สัตวแพทย์ควรพิจารณาให้ยาในกลุ่ม angiotensin-converting enzyme (ACE) inhibitors (benazepril 0.5-1 มก./กก. หรือ enalapril 0.25-0.5 มก./กก. ยาทั้งคู่ให้ทางการกิน ทุก 12-24 ชั่วโมง) จากนั้นต้องเฝ้าติดตามการทำงานของไตอย่างใกล้ชิด ทั้งนี้ต้องใช้ความระมัดระวังในแมวที่มีภาวะไตวาย (azotemia) หรือเป็นโรคไตอยู่แล้ว ในแมวที่มีภาวะหัวใจบีบตัวผิดปกติ (systolic dysfunction) สัตวแพทย์อาจให้ยา pimobendane (0.3 มก./กก. ทางการกิน ทุก 12 ชั่วโมง) แบบนอกข้อบ่งใช้ (off-label) การรักษาด้วยยาต้านการเต้นผิดจังหวะของหัวใจ (antiarrhythmic therapies) จะขึ้นอยู่กับประเภทและความรุนแรงของภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ (arrhythmias) ที่สัตว์ป่วยเป็นอยู่ ซึ่งผู้ที่สนใจสามารถศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการจัดการระยะยาวของภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะแบบเจาะลึกได้จากแหล่งข้อมูลอื่นๆ 19
แนะนำให้ทำกายภาพบำบัด (physiotherapy) โดยรวมถึงการออกกำลังกายโดยผู้อื่น (passive mobility exercises) กับขาข้างที่ได้รับผลกระทบทันทีที่สัตว์ป่วยมีภาวะคงที่ คุมอาการปวดได้และความเสี่ยงของการบาดเจ็บจากการไหลย้อนของเลือดภายหลังการขาดเลือดเฉพาะที่ลดลง เจ้าของควรได้รับการศึกษาเกี่ยวกับวิธีออกกำลังกายและการจัดการกับขาข้างที่ได้รับผลกระทบโดยผู้อื่น (passive manipulation) ควรทำต่อเนื่องที่บ้านติดต่อกันเป็นเวลาอย่างน้อยหลายสัปดาห์จนกว่าการทำงานของกล้ามเนื้อจะดีขึ้นและความเสี่ยงของภาวะกล้ามเนื้อหดรั้ง (muscle contracture) จะลดลง
การพยากรณ์โรค
มีการศึกษาฉบับหนึ่งพบว่ามีแมวที่ได้รับการวินิจฉัยว่ามีภาวะ ATE ในเวชปฏิบัติทั่วไป (general practice) เพียงร้อยละ 12 เท่านั้นที่รอดชีวิตได้อย่างน้อย 7 วันหลังจากพามาพบสัตวแพทย์ 1 โดยร้อยละ 61.2 ของแมวเหล่านั้นถูกทำการุณยฆาตเมื่อพามาพบสัตวแพทย์ ร้อยละ 8.8 ถูกทำการุณยฆาตและร้อยละ 2.8 ตายภายใน 24 ชั่วโมงหลังจากเริ่มการรักษา และโดยรวมแล้วมีเพียงร้อยละ 27.2 เท่านั้นที่รอดชีวิตเกิน 24 ชั่วโมง 1 ในทางตรงกันข้าม อัตราการรอดชีวิต (survival rates) ประมาณร้อยละ 30-40 (และสูงถึงร้อยละ 73) ได้รับรายงานในโรงพยาบาลที่รับสัตว์ป่วยส่งต่อ) 2,11,12,13 ทั้งนี้แม้ว่าจะไม่สามารถตัดอิทธิพลของอคติในการส่งตัวสัตว์ป่วยที่อาจเป็นคำอธิบายสำหรับตัวเลขเหล่านี้ได้ แต่ในทางกลับกันอัตราการรอดชีวิตโดยรวมที่ต่ำในเวชปฏิบัติทั่วไปอาจสะท้อนให้เห็นถึงการรับรู้การพยากรณ์โรคที่สิ้นหวังและอคติในการการุณยฆาตแมวที่ได้รับผลกระทบเมื่อเริ่มแสดงอาการ นอกจากนี้อัตราการรอดชีวิตของแมวที่มีขาข้างเดียวที่ได้รับผลกระทบอาจสูงถึงร้อยละ 70-80 11,13 และอาจสูงถึงร้อยละ 90 หากระบบประสาทสั่งการยังคงทำงานอยู่บางส่วนเมื่อเข้ารับการรักษา 12 อาการแสดงทางคลินิกที่เกิดจากภาวะ ATE มักจะดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญหลังจากการรักษาใน 24-48 ชั่วโมงแรก และสัตว์ป่วยจำนวนมากที่รอดชีวิตนานกว่า 48-72 ชั่วโมงจะสามารถฟื้นคืนการทำงานของระบบประสาทสั่งการบางส่วนหรือทั้งหมดภายใน 1-2 เดือน การฟื้นตัวดังกล่าวจึงบ่งชี้ว่าการพิจารณาการรักษาอย่างน้อย 72 ชั่วโมงแรกนั้นมีความสมเหตุสมผลและอาจทำให้อัตราการรอดชีวิตโดยรวมเพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตามหากมีขาที่ได้รับผลกระทบ 2 ขาหรือมากกว่า 2 ขาขึ้นไป 1,2 มีประวัติเคยเกิดภาวะ ATE มาก่อน 13 มีภาวะหัวใจเต้นช้ากว่าปกติ 2,11 มีเสียงหัวใจแบบ gallop 14 และอุณหภูมิทางทวารหนักต่ำกว่า 37 องศาเซลเซียส (98.6 องศาฟาเรนไฮต์) 1,2 ก็ล้วนแต่บ่งชี้ถึงการพยากณ์โรคเชิงลบอย่างมีนัยสำคัญ โดยอุณหภูมิทางทวารหนักต่ำกว่า 37 องศาเซลเซียส (98.6 องศาฟาเรนไฮต์) เมื่อเริ่มการรักษาจะสัมพันธ์กับอัตราการรอดชีวิตน้อยกว่าร้อยละ 50 2
ภาวะแทรกซ้อนในระยะยาวอาจพบได้ในแมวที่รอดชีวิตจากภาวะ ATE อุบัติการณ์ของภาวะกล้ามเนื้อหดรั้ง (muscle contracture) สามารถลดลงได้จากการทำกายภาพบำบัดระหว่างรักษาตัวในโรงพยาบาลสัตว์และการทำกายภาพบำบัดต่อที่บ้านหลังจากออกจากโรงพยาบาลสัตว์ ขาข้างที่ได้รับผลกระทบอาจเกิดเนื้อตายและหลุดลอกออกโดยเป็นผลมาจากภาวะขาดเลือดเฉพาะที่ (ischemia) ที่โน้มนำจากภาวะ ATE ซึ่งใช้เวลาหลายวันกว่าจะมองเห็นรอยโรคได้ รอยโรคดังกล่าวอาจเกิดขึ้นเฉพาะนิ้วเดียวหรือส่งผลต่อผิวหนังเป็นบริเวณกว้างก็ได้ และอาจจำเป็นต้องรักษาด้วยการผ่าตัด การตัดขาข้างที่ได้รับผลกระทบมีความจำเป็นหากการไหลเวียนเลือดไม่ดีจนทำให้ขาทั้งข้างตาย (limb necrosis) 2 การถลอกของอุ้งเท้า (paw excoriations) จากการลากขาและการที่สัตว์ป่วยทำร้ายขาตนเอง (self-trauma) เนื่องจากอาการปวดทางระบบประสาท (neuropathic pain) ซึ่งสามารถพบได้ในกรณีที่สัตว์ป่วยมีความผิดปกติของระบบประสาทอย่างถาวร (persistent neurologic deficits) การรักษาด้วยยา gabapentin อาจได้รับการพิจารณาสำหรับการจัดการกับอาการปวดทางระบบประสาทในแมวเหล่านี้ ทั้งนี้ยังไม่มีการศึกษาประโยชน์ของยาในแมวที่มีภาวะ ATE สัตวแพทย์ควรแจ้งให้เจ้าของทราบถึงความเสี่ยงและสัญญาณเตือนของภาวะแทรกซ้อนเหล่านี้ก่อนที่เจ้าของจะตัดสินใจเลือกการรักษาหรือการุณยฆาต
มาตรการป้องกัน
ภาวะลิ่มเลือดอุดตันในหลอดเลือดแดงในแมวก็เหมือนกับโรคอื่นๆที่การป้องกันย่อมดีกว่าการรักษา แต่ถึงแม้จะเป็นเช่นนั้นการศึกษาที่ประเมินประสิทธิภาพของการรักษาเพื่อการป้องกันในระดับปฐมภูมิ (primary prevention) (เช่น การป้องกันการเกิดภาวะ ATE ครั้งแรกในแมวที่มีความเสี่ยง) ก็ยังมีค่อนข้างน้อย ในปัจจุบันได้แนะนำการใช้ยา clopidogrel ในแมวที่มีความเสี่ยงเพื่อป้องกันภาวะ ATE 19 ซึ่งนี่แสดงให้เห็นว่ายา clopidogrel มีประสิทธิภาพที่ดีกว่ายา aspirin ในการเพิ่มระยะเวลาที่จะเกิดภาวะ ATE ซ้ำหรือภาวะหัวใจหยุดเต้นเฉียบพลัน (cardiac death) หลังจากภาวะ ATE ครั้งแรก 20 การระบุแมวที่มีความเสี่ยงอาจถือเป็นอุปสรรคที่สำคัญที่สุดในการป้องกันภาวะ ATE ทั้งนี้เนื่องจากความชุกของโรคหัวใจแบบไม่แสดงอาการ (subclinical cardiac disease) นั้นค่อนข้างสูงซึ่งเจ้าของมักไม่ทราบมาก่อน และการตรวจหาความผิดปกติของหัวใจนั้นควรเริ่มต้นเมื่อได้ยินเสียงหัวใจผิดปกติแบบ murmur หรือ gallop หรือมีภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะในแมวที่ไม่มีอาการแสดงทางคลินิก ค่าพารามิเตอร์จากการตรวจหัวใจด้วยคลื่นเสียงความถี่สูง (echocardiographic parameters) ต่างๆเกี่ยวข้องกับความเสี่ยงที่สูงขึ้นในการเกิดภาวะ ATE ในแมวที่ทราบแล้วว่าเป็นโรคหัวใจ ได้แก่ การพบ spontaneous echo contrast (ควัน) (รูปภาพที่ 7) การขยายใหญ่ของหัวใจห้องบนซ้ายปานกลางถึงรุนแรง (moderate-to-severe left atrial enlargement) ความเร็วการไหลของเลือดในหูหัวใจซ้ายลดลง สัดส่วนของการลดขนาดของหัวใจห้องบน (atrial fractional shortening) ลดลง สัดส่วนของการบีบตัวของหัวใจห้องบนซ้าย (left atrial ejection fraction) ลดลง และความหนาของผนังหัวใจห้องล่างซ้าย (left ventricular wall thickness) เพิ่มขึ้น โดยทั้งหมดนี้ถือเป็นข้อบ่งชี้ในการเริ่มรักษาด้วยยา clopidogrel ในแมวที่ไม่มีอาการแสดงทางคลินิก แนวทางในการรักษาที่พัฒนาขึ้นมาล่าสุดได้ระบุว่าแมวที่เป็นโรคกล้ามเนื้อหัวใจหนาตัวระยะบีสอง (B2) (ไม่มีอาการแสดงทางคลินิกและหัวใจห้องบนซ้ายขยายขนาดปานกลางถึงรุนแรง) ซึ่งถือว่ามีความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะหัวใจล้มเหลวหรือภาวะ ATE เพิ่มขึ้น และแนะนำให้ใช้ clopidogrel ในแมวทุกตัวอยู่ในระยะนี้หรือระยะที่สูงกว่านี้ 19 ประโยชน์ของการให้ยา clopidogrel ร่วมกับ aspirin หรือยาอื่นๆ (dual therapy) เช่น ยาในกลุ่ม factor Xa inhibiton เพื่อป้องกันภาวะ ATE เมื่อเปรียบเทียบกับการให้ยา clopidogrel เพียงอย่างเดียวนั้นยังไม่เป็นที่ทราบกันดีในปัจจุบัน รวมถึงในปัจจุบันยังมีคำแนะนำที่ค่อนข้างจำกัดสำหรับแมวที่ไม่ได้มีภาวะ ATE จากโรคหัวใจหรือสัตว์ป่วยที่ยังไม่สามารถระบุสาเหตุพื้นเดิมได้ เพราะแนวทางการป้องกันส่วนใหญ่จะเน้นไปที่ปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับภาวะ ATE จากโรคหัวใจ
United States
Dr. Aherne is an ACVIM board-certified cardiologist and clinical assistant professor of cardiology at the University of Florida. He obtained his veterinary degree from University College Dublin, Ireland and completed an internship at Australia’s University of Sydney before gaining his Master’s degree and residency in veterinary cardiology at Virginia Tech in the USA. His areas of interest include cardiac surgery, interventional cardiology, and advanced cardiac imaging.
การวินิจฉัยภาวะลิ่มเลือดอุดตันในหลอดเลือดที่รยางค์หรือแขนขา (appendicular arterial thromboembolism) สามารถทำได้จากการตรวจร่างกายทั่วไป
ภาวะลิ่มเลือดอุดตันในหลอดเลือดมักเกิดขึ้นจากโรคหัวใจขั้นรุนแรง และประมาณร้อยละ 50 ของแมวที่ได้รับผลกระทบจะมีภาวะหัวใจล้มเหลว (congestive heart failure) ร่วมด้วยในขณะที่สัตวแพทย์ทำการวินิจฉัย
การรักษาภาวะฉุกเฉิน (acute treatment) จะมุ่งเน้นไปที่การบรรเทาอาการปวดโดยใช้ยาในกลุ่ม full mu opioid agonists และยาต้านเกล็ดเลือด (antithrombotic drug) ซึ่งจะต้องให้ยาต่อเนื่องในระยะยาวเพื่อลดความเสี่ยงในการกลับมาเป็นซ้ำ
การพยากรณ์โรคอาจไม่ดี (poor) ในระยะแรก และมีความเสี่ยงจากการบาดเจ็บจากการไหลย้อนของเลือดภายหลังการขาดเลือดเฉพาะที่ (reperfusion injury) รวมถึงมีอุบัติการณ์การเป็นโรคหัวใจร่วมด้วยค่อนข้างสูง แต่การพยากรณ์โรคจะดีขึ้นในสัตว์ป่วยที่สามารถรอดชีวิตจากการรักษาและออกจากโรงพยาบาลได้