กระแสการให้อาหารดิบกับสุนัขและแมวดูเหมือนจะเริ่มต้นขึ้นในช่วงต้นของยุค 1990 โดยสัตวแพทย์ชาวออสเตรเลียท่านหนึ่งซึ่งเขียนหนังสือแนะนำการอาหารดิบกับสุนัข ส่วนตัวย่อ “BARF” หรือ บาร์ฟ (โดยใช้แทนความหมายของคำว่า “Biological Appropriate Raw Food” หรือ “Bone and Raw food”) เป็นคำย่อที่ถูกใช้อย่างแพร่หลายในบริบทนี้
แบ่งปันบนโซเชียลมีเดีย
ความเป็นมา
กระแสการให้อาหารดิบกับสุนัขและแมวดูเหมือนจะเริ่มต้นขึ้นในช่วงต้นของยุค 1990 โดยสัตวแพทย์ชาวออสเตรเลียท่านหนึ่งซึ่งเขียนหนังสือแนะนำการอาหารดิบกับสุนัข1 ส่วนตัวย่อ “BARF” หรือ บาร์ฟ (โดยใช้แทนความหมายของคำว่า “Biological Appropriate Raw Food” หรือ “Bone and Raw food”) เป็นคำย่อที่ถูกใช้อย่างแพร่หลายในบริบทนี้ มีหลักการและแนวคิดหลากหลายเกี่ยวกับการให้อาหารดิบที่ถูฏต้อง เช่น “Prey Model” (การให้อาหารเลียนแบบนักล่า) หรือ “Ultimate Diet”(อัตติเมท ไดเอท) ซึ่งเป็นหลักการซึ่งเป็นที่รู้จักน้อยกว่า และคำย่อ บาร์ฟมักจะใช้ในการพูดถึงการให้อาหารดิบโดยรวม หลักของการให้อาหารบาร์ฟนั้นมาจากการนำระบบนักล่าและเหยื่อมาปรับใช้ในสุนัขแมวบ้าน เพื่อทั้งสุนัขและแมวได้รับอาหารที่ประกอบไปด้วย เนื้อสัตว์ดิบ กระดูกที่มีเนื้อติดในสัดส่วนที่มาก รวมไปถึงเครื่องในด้วย (รูปภาพที่ 1) นอกจากนี้ยังมีการให้ผลไม้ ผัก ถั่ว น้ำมันและสมุนไพรต่าง ๆ เพิ่มเติม รวมไปถึงไข่ และผลิตภัณฑ์จากนมในปริมาณที่น้อยกว่า การให้อาหารที่ผลิตภัณฑ์ของธัญพืชโดยทั่วไปนั้นไม่ค่อยแนะนำ ถึงแม้การใช้คาร์โบไฮเดรตจากแหล่งอื่น เช่น มันเทศ หรือ พัลล์ ยังสามารถใช้ได้อยู่ในบางครั้งถึงแม้ ส่วนผสมสังเคราะห์(ตัวอย่างเช่น เกลือแร่ หรือวิตามิน) จะไม่สามารถใช้ได้ แต่ในท้องตลาดยังมีผลิตภัณฑ์กลุ่มที่ผลิตมาเพื่อเสริมอาหารเมื่อมีการให้บาร์ฟ
คำกล่าวอ้างและข้อเท็จจริง
ต้องชี้แจงว่าขณะนี้ ยังไม่มีงานวิจัยรองรับเรื่องผลระยะยาวของการกินอาหารดิบ ดังนั้นการพิจารณาระหว่างข้อดีและข้อเสียจึงทำได้เพียงใช้ความรู้พื้นฐานซึ่งอนุมานมาจากความรู้วิทยาศาสตร์การอาหาร รวมถึงสรีรวิทยาของโภชนาการเท่านั้น ข้อดีมากมายที่มักถูกพูดถึงเมื่อนำอาหารบาร์ฟมาเปรียบเทียบกับอาหารสัตว์สำเร็จรูปพร้อมทานได้ถูกระบุไว้ด้างล่าง พร้อมกับความคิดเห็นตามเหมาะสม
- อาหารที่ย่อยได้ยากหรือไม่เป็นที่นิยมและสารก่อภูมิแพ้สามารถหลีกเลี่ยงได้ง่าย
- เจ้าของสัตว์มักจะมีมุมมองต่อสารเสริมไม่ดีนัก และมองว่าเป็น “สารเคมีที่ไม่จำเป็น” การใช้สารแต่งกลิ่นในอาหารสำเร็จรูปโดยมากได้รับความสำคัญจากเจ้าของสัตว์มากกว่าที่ควร และหลายคนเชื่อว่า โรงงานผลิตบางที่ใส่สารที่เรียกว่า “สารดึงดูด” ลงในอาหารของพวกเขา ซึ่งหลอกล่อให้สัตว์ยอมรับในอาหารที่มีคุณภาพทางโภชนาการต่ำ หรือแม้กระทั่งทำให้สัตว์ “เสพติด” อาหารพวกนั้น และเจ้าของสัตว์หลาย ๆ คนอาจลืมคิดไปว่ากลุ่มวิตามินที่จำเป็นและแร่ธาตุนั้นก็นับเป็น “สารเสริม” เช่นกัน และการใส่สารเสริมทั้งหมดต้องผ่านกระบวนการอนุมัติจากหน่วยงานกำกับดูแลของประเทศที่เกี่ยวข้อง
-แนวคิดที่ว่ากลูเตนและเมล็ดธัญพืชโดยทั่วไปส่งผลเสียให้แก่สุนัขละแมวเป็นแนวคิดที่ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลาย แม้ยังขาดหลักฐานทางวิทยาศาสตร์มารองรับ เป็นที่สันนิฐานว่าสุนัขเลี้ยงอาจจะได้รับผลิตภัณฑ์จากธัญพืช (เช่น ขนมปัง, บิสกิตสำหรับสุนัข) จำนวนมากอยู่แล้ว ก่อนที่จะได้รับผ่านอาหารสำเร็จรูป การศึกษาในปัจจุบันบ่งชี้ว่า สุนัขมีการปรับตัวทางพันธุ์กรรมให้เข้ากับอาหารที่มีคาร์โบไฮเดรตผ่านการวิวัฒนาการ 5 ส่วนแมวสามารถย่อยสลายคาร์โบไฮเดรต ได้เช่นกัน ถึงแม้จะทำได้ในปริมาณที่น้อยกว่าสุนัข แต่สัตว์ที่มีภาวะไม่ทนต่อกลูเตน ยังควรหลีกเลี่ยงผลิตภัณฑ์ที่มีกลูเตนอยู่ แต่โอกาสที่พบได้นั้นน้อยมาก
- เป็นเรื่องจริงที่ไม่อาจปฏิเสธได้ว่า โภชนาการบางอย่างตัวอย่างเช่น วิตามินบี และวิตามินเอไม่ทนต่อความร้อน แต่เรื่องนี้ก็สามารถจัดการได้ง่าย ๆ เพียงเติมสารอาหารเสริมเข้าไปในปริมาณที่เพียงพอ เพื่อชดเชยส่วนที่เสียไปจากความร้อนในระหว่างกระบวนการผลิต นอกจากนี้ ปริมาณของกรดอะมิโนบางชนิด โดยเฉพาะไลซีน จะลดจำนวนลงเมื่อผ่านความร้อน แต่ในทางปฏิบัติ การขาดอะมิโนจำเป็นบางตัวมักจะไม่เป็นปัญหาทั้งในสุนัขและแมว หากพวกเขาได้รับอาหารที่มีแหล่งโปรตีนที่มีคุณภาพ
- การเสื่อมสภาพของเอนไซม์ในเนื้อสัตว์ผ่านความร้อน ถูกนำไปใช้เป็นข้อโต้แย้งสนับสนุนการให้อาหารดิบ กล่าวว่าการให้อาหารที่ผ่านความร้อนนั้น นำไปสู่ “การขาดเอนไซม์” ซึ่งเจ้าของสัตว์อาจนำเอาแนวคิดนี้ ไปตีความอย่างไม่ถูกต้องว่าเอนไซม์ในอาหารนั้นจำเป็นสำหรับกระบวนการย่อยอาหาร
- โดยทั่วไปอาหารบาร์ฟสามารถย่อยได้ง่าย และแน่นอนว่าย่อยได้ง่ายมากกว่าอาหารสำเร็จรูปที่ด้อยคุณภาพ อย่างไรก็ตาม การให้อาหารโฮมเมดไม่มีผลด้านลบต่อการย่อยของเนื้อ และอาหารโฮมเมดที่ย่อยได้ง่ายสามารถทำได้โดยใช้ส่วนผสมที่ได้รับการปรุงสุก
การเคี้ยวชิ้นเนื้อที่แข็งและแทะกระดูกทำให้เยื่อปริทันต์ที่อยู่รอบ ๆ ฟันนั้นแข็งแรงขึ้นและช่วยทำความสะอาดพื้นผิวฟัน ดูน่าเชื่อถือแต่ยังควรระวังเรื่องการทำให้เกิดการบาดเจ็บจากกินกระดูกได้ (รูปที่ 4)
หนึ่งในผลลัพธ์ที่ดีและเป็นที่พูดถึงบ่อย เช่น เส้นขนเงางาม ร่าเริงกระฉับกระเฉง และมีร่างกายที่แข็งแรงขึ้น นั้นเป็นความรู้สึกส่วนตัวและยากที่จะพิสูจน์อย่างไม่ลำเอียงในทางคลินิค แต่การขาดสารอาหารหรือการให้อาหารเฉพาะที่ไม่เหมาะสมสำหรับสัตว์แต่ละตัว สามารถสร้างปัญหาอย่างไม่ต้องสงสัย เช่น ความอยากอาหารลดลง ความผิดปกติในการย่อยอาหารและปัญหาทางผิวหนัง ซึ่งมีหลายโรคที่สามารถพบอาการเหล่านี้ได้เช่นกัน เจ้าของสัตว์เลี้ยงในปัจจุบันมักอ่อนไหวกับประเด็น “ภูมิแพ้อาหารแอบแฝง (food intolerance) จากอาหารสำเร็จรูป” ซึ่งถ้าหากสัตว์เลี้ยงของพวกเขาไม่สบาย เจ้าของสัตว์อาจทำการเปลี่ยนอาหาร เป็นอาหารดิบอย่างรวดเร็วโดยไม่ได้คำนึงถึงเรื่องอื่น ๆ ที่อาจจะเป็นสาเหตุของการติดพยาธิหรือการติดเชื้อตามมา
1. สารอาหารที่ไม่สมดุล
มักมีการกล่าวอ้างว่า “อาหารที่ใกล้เคียงกับธรรมชาติ” จะครอบคลุมความต้องการทางโภชนาการได้อย่างครบถ้วนโดยทันที และ “สารสังเคราะห์” หรืออาหารเสริมนั้นไม่จำเป็น หรืออาจทำให้เกิดอันตรายได้ ความเป็นจริงไม่ว่าเราจะกินอาหารชนิดไหน ร่างกายก็จะสามารถดูดซึมสารอาหารได้เพียงแค่ที่มีอยู่ในอาหารเท่านั้น ดังนั้นการรู้เกี่ยวกับโภชนาการที่มีอยู่ในส่วนประกอบต่าง ๆ แล้วนำมารวมกันอย่างไรให้อยู่ในปริมาณที่เหมาะสม เป็นสิ่งจำเป็นเพื่อจะสร้างสัดส่วนทางโภชนาการที่ครอบคลุมสิ่งที่ร่างกายต้องการ มีหนังสือและเว็บไซต์มากมายแจกสูตรอาหารบาร์ฟ แต่น่าเสียดายที่ข้อมูลพวกนั้นมักนั้นไม่ถูกต้องในหลาย ๆ แง่มุม และในสูตรอาหารดังกล่าวมักมีข้อผิดพลาดที่พบได้บ่อย ดังนี้:
- เพิ่มความเสี่ยงในการเป็นโรคตับอ่อนอักเสบในสุนัข 6
- อันตรายมากในลูกสุนัขที่กำลังเจริญเติบโต
- แมวไม่สามารถเปลี่ยนแคโรทีนอยด์ให้เป็นวิตามินเอได้ ต้องได้รับผ่านการกินผลิตภัทฑ์สัตว์ที่มีวิตามินเอ
- มีการกล่าวว่า สุนัขและแมวไม่จำเป็นต้องได้รับวิตามินดีเสริม เพราะร่างกายสามารถสร้างเองได้ - นี่เป็นความเข้าใจผิด!
2. ความเสี่ยงด้านสุขอนามัยจากเนื้อสัตว์ดิบ
ในเนื้อสัตว์อาจมีไวรัส แบคทีเรียและปรสิต ไวรัส ซึ่งโรคสุนัขบ้าเทียม (ไวรัส Aujeszky) เป็นความเสี่ยงที่สำคัญมากอีกอย่าง และมีความรุนแรงถึงชีวิตทั้งในสุนัขและแมว เจ้าของสัตว์เลี้ยงหลาย ๆ คน ทราบว่าไม่ควรให้หมูดิบกับสัตว์เลี้ยงของตน จากรายงานที่มีการพบสุนัขล่าสัตว์ตายจากโรคสุนัขบ้าเทียมหลังจากสัมผัสกับซากหมูป่า 8 (รูปภาพที่ 5) แม้จริง ๆ แล้วเนื้อสัตว์ดิบทุกอย่างอาจเป็นอันตรายได้ โดยเฉพาะเมื่อไม่ได้เตรียมเนื้อสัตว์โดยตามหลักความปลอดภัยอาหารขั้นพื้นฐาน
แบคทีเรียที่อาจก่อโรคนั้นรวมไปถึงจุลินทรีย์ในลำไส้อย่าง อีโคไล ซัลโมเนลลา แคมไพโลแบคเตอร์ และเยอร์ซิเนีย และปรสิตภายใน (เช่น พยาธิตัวตืด เช่น Echinococcus spp.) สามารถทำให้เกิดการติดเชื้อทั้งในสุนัขและแมวได้ นอกจากนี้ยังต้องคำนึงถึงความเสี่ยงทางสุขภาพของคนด้วย นอกจากจุลินทรีย์ที่อาจก่อโรคในลำไส้แล้ว เนื้อสัตว์ดิบสามารถนำโรคติดต่อระหว่างคนและสัตว์ (ขึ้นอยู่กับชนิดและที่มาของเนื้อสัตว์) เช่น วัณโรค(tuberculosis) โรคไข้กระต่าย (tularemia)ได้ และสัตว์จากปศุสัตว์หรือสัตว์ป่าก็สามารถเป็นพาหะของโรคโซพลาสโมซิส (Toxoplasmosis) ได้ทั้งคู่
ด้านผู้สนับสนุนอาหารบาร์ฟ มักแย้งเกี่ยวกับข้อควรระวังดังกล่าวว่า ทั้งสุนัขและแมวควรมี “ภูมิต้านทาน” ต่อเชื้อโรคเหล่านี้ จริงที่ว่าสุนัขและแมวไม่ค่อยป่วยเป็นโรคกระเพาะอักเสบ จากเชื้อซัลโมเนลลาหรืออีโคไลเท่ากับมนุษย์ แต่สัตว์เลี้ยงยังมีโอกาสได้รับโรคร้ายแรงหรือเกิดภาวะติดเชื้อในกระแสเลือดได้ โดยเฉพาะในสัตว์ที่มีภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่องจะมีความเสี่ยงสูงมากกว่า
อย่างไรก็ตาม อันตรายที่มากกว่านั้นคือ ผลทางสุขภาพของมนุษย์ ไม่ใช่แค่เรื่องการจัดการเนื้อสัตว์ดิบที่มีความเสี่ยง แต่เมื่อสุนัขและแมวกินเนื้อสัตว์ที่มีการปนเปื้อนไปแล้ว จะกลายเป็นพาหะของเชื้อก่อโรคที่ไม่แสดงอาการ และสามารถแพร่เชื้อโรคสู่มนุษย์ เช่น เชื้อซัลโมเนลลาจะแพร่ผ่านอุจจาระ และสามารถอยู่ได้นานหลายสัปดาห์ จนทำให้แบคทีเรียสามารถแพร่กระจายไปทั่วผิวหนังของสัตว์เลี้ยง พื้นที่นอนและสุดท้ายกระจายไปทั่วตัวบ้าน
ความเสี่ยงด้านสุขอนามัยในเนื้อสัตว์ดิบมักถูกละเลยในการแนะนำอาหารบาร์ฟหลาย ๆ ครั้ง อาจเป็นเพราะอาหารที่เราบริโภคในปัจจุบัน มีความปลอดภัยสูง และอันตรายต่าง ๆ ที่อาจจะเกิดขึ้นนั้นได้ถูกกำจัดไปแล้ว ทำให้ผู้คนมีความตระหนักถึงความเสี่ยงน้อยลง แต่ผลิตภัณฑ์อาหารบาร์ฟมักมีแหล่งที่มาคนละที่จากแหล่งอาหารที่คนบริโภค ปัจจุบันมีแหล่งสั่งซื้อเนื้อดิบและผลพลอยได้จากเนื้อสัตว์ ผ่านการสั่งแบบออนไลน์เพื่อใช้ในการผลิตอาหารบาร์ฟ แต่เนื้อสัตว์เหล่านี้มักถูกส่งมาในรูปแบบการแช่แข็งที่ไม่ได้มีมาตรฐานเทียบเท่าอุตสาหกรรมอาหารในคน ทำให้ไม่สามารถรับรองได้ว่า บรรจุภัณฑ์ที่ใช้ในการขนส่งได้รับการฆ่าเชื้อและมีการรักษาความเย็นตลอดเวลา แม้จะมีผลิตภัณฆ์เนื้อสัตว์ดิบวางขายมากมายในท้องตลาด แต่ยังพบรายงานของผลิตภัณฑ์เหล่านี้ที่มีปัญหาด้านคุณภาพ โดยเฉพาะเรื่องของการปนเปื้อนแบคทีเรีย 9 10 รวมถึงแบคทีเรีย เช่น ซัลโมเนลลา ที่เป็นความเสี่ยงในอุตสาหกรรมอาหารสัตว์ด้วยเช่นกัน แต่ในโรงงานผลิตจำเป็นต้องรักษามาตรฐานเป็นอย่างดี เพื่อให้มั่นใจว่าคุณภาพและความปลอดภัยในอาหารจะไม่ลดลงในระหว่างการผลิต
3. ปัญหาที่อาจเกิดจากการกินกระดูก
- ไข่ดิบมีสารอะวิดินซึ่งมีความสามารถในการจับกับไบโอติน ทำให้อาจเกิดภาวะขาดไบโอตินได้
- ไข่ขาวมีสารยับยั้งการทำงานของทริปซิน ซึ่งขัดขวางการย่อยโปรตีน
- ปลาหลาย ๆ ชนิดในรูปแบบดิบจะมีเอนไซม์ไทอะมีเนสซึ่งจะทำลายไทอะมีน (วิตามินบี1)
- ในปลามีไตรเมทิลามีน (trimethylamine) ซึ่งเป็นสารประกอบอินทรีย์ที่สามารถจับการธาตุเหล็กและ (หากให้ในระยะยาว)
สามารถทำให้เกิดภาวะโลหิตจางได้
สิ่งที่ควรทราบเกี่ยวกับปัญหาบางอย่างที่มักเกิดขึ้นจากการกินอาหารบาร์ฟ
อาหารบาร์ฟในสัตว์ป่วย
หากสัตว์ป่วยได้รับอาหารดิบ ควรมีการพิจารณาว่าลักษณะของการให้อาหารด้วยวิธีนี้ (มีโปรตีนและไขมันที่สูง มีปริมาณแคลเซียมและฟอสฟอรัสสูง ความสะอาดและความเสี่ยงด้านสุขอนามัย) นั้นมีความสอดคล้องกับความต้องการทางโภชนาการจากโรคที่มีหรือไม่
หากจุลินทรีย์ในลำไส้ถูกรบกวน ก็สามารถสันนิฐานได้ว่า เยื่อบุลำไส้นั้นมีความสามารถในการซึมผ่านได้มากขึ้น ทำให้อาหารดิบไม่ควรนำมาใช้ในกรณีนี้ (โดยเฉพาะ หากพบอุจจาระที่มีเลือดสดปน หรือมีการท้องเสียเป็นเลือด) เพื่อหลีกเลี่ยงโอกาสที่จะการติดเชื้อ ส่วนการให้อาหารดิบนั้นอาจจะเหมาะกับสัตว์ที่ต้องการลดน้ำหนัก หรือกลุ่มที่เป็นโรคเบาหวานบางกรณี และสามารถเพิ่มปริมาณใยอาหารได้หากจำเป็น โดยการเพิ่มรำหรือเซลลูโลส
อาหารบาร์ฟนั้นห้ามใช้ในกลุ่มนี้ เนื่องจากมีปริมาณโปรตีนและฟอสฟอรัสสูงเกินไป
กรณีที่มีเนื้องอก เจ้าของตัวสัตว์เลี้ยงมักจะตามหาอาหารที่สามารถ “รักษาได้อย่างปาฏิหาริย์” และอาจจะพิจารณาให้อาหารที่ “พิเศษ” ซึ่งถ้าสัตว์ป่วยมีภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่องอยู่แล้ว การให้เนื้อดิบอาจเป็นการเพิ่มความเสี่ยงของการติดเชื้อได้ ดังนั้นควรที่จะหลีกเลี่ยง และแนะนำว่าควรได้รับคาร์โบไฮเดรตร่วมด้วยเพื่อช่วยในการทำงานของตับให้สามารถนำไปแปลงพลังงานให้ร่างกายได้ง่าย
ในขณะเลือกอาหารให้กับสัตว์ที่ป่วย ปริมาณวิตามินและแร่ธาตุก็ไม่ควรมองข้ามเช่นกัน เนื่องจากมีความจำเป็นในดการส่งเสริมการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันให้ทำงานได้เต็มที่ นอกจากนี้เจ้าของควรทราบว่า การเปลี่ยนอาหารเป็นการเพิ่มความเครียดให้กับสัตว์ จึงไม่ควรบังคับกินในสัตว์ที่ป่วยด้วยโรคกลุ่มเนื้องอกซึ่งมีความอยากอาหารต่ำ หรือไม่อยากอาหารอยู่แล้ว
สรุป
ถึงแม้การให้อาหารบาร์ฟนั้นจะเป็นอีกรูปแบบหนึ่งที่สามารถให้กับสุนัขและแมวได้ แต่ก็เป็นการเพิ่มความเสี่ยงในหลาย ๆ ด้าน สัตวแพทย์ควรอธิบายถึงความเสี่ยงเหล่านี้ แต่ควรคำนึงถึงความเชื่อมั่นทางอุดมการณ์และสถานการณ์ของเจ้าของสัตว์เลี้ยงด้วย เจ้าของนั้นอยากตัดสินใจเลือกทางที่ “ดีที่สุด” ให้กับสัตว์เลี้ยงของพวกเขา มักจะไม่ได้เลือกจากเกณฑ์ที่เป็นกลาง แต่กลับได้รับอิทธิพลจากอินเทอร์เน็ต โฆษณาหรือคนอื่น ๆ จึงจำเป็นที่จะต้องได้รับการแนะนำ เลือกและควบคุมอาหารอย่างระมัดระวัง เพราะสูตรอาหารหรือคำแนะนำที่มีอยู่บนอินเทอร์เน็ตมีน้อยมากที่จะถูกต้อง ส่วนประกอบทั้งหมดที่ใช้ในการประกอบอาหารจะต้องถูกเลือกมาตามหลักสุขอนามัยอย่างเคร่ดครัด และเจ้าของสัตว์จะต้องตระหนักถึงความเสี่ยงจากการปนเปื้อนของเชื้อแบคทีเรียบางประเภทเมื่อใช้แหล่งเนื้อสัตว์จากบริษัทที่มีสั่งซื้อและขนส่งโดยไปรษณีย์; ส่วนหัวกับคอของสัตว์ไม่ควรนำมาใช้หากยังมีชิ้นส่วนของเนื้อเยื่อต่อมไทรอยด์ปรากฎอยู่ และการให้อาหารดิบนั้นไม่แนะนำหากในบ้านมีกลุ่มคนที่มีความเสี่ยงสูงอาศัยอยู่ (เด็กเล็ก, สตรีมีครรภ์, ผู้สูงอายุหรือผู้ป่วยโรคเรื้อรัง) รวมถึงการให้อาหารดิบในสัตว์ที่มีโอกาสสัมผัสกับกลุ่มคนเหล่านี้บ่อย เช่นสัตว์เลี้ยงที่ใช้เพื่อการบำบัด หรือกลุ่มที่ใช้เพื่อการศึกษา
Dr. vet. med., Dip. ECVCN
สาธารณรัฐออสเตรีย
Dr. Handl graduated from the University of Veterinary Medicine Vienna in 2002 and received her doctorate degree in 2005; she then went on to work as a research assistant in the Institute of Animal Nutrition at the same establishment. Dr. Handl spent some time with the team at Texas A&M University’s gastrointestinal research laboratory and completed her ECVCN Residency in 2011. She opened a practice in Vienna dedicated to small animal nutrition in 2013, and also serves as editor-in-chief for the journal Veterinary Medicine Austria.
หลักของการให้อาหารบาร์ฟนั้นมาจากการนำระบบนักล่าและเหยื่อมาปรับใช้ในสุนัขแมวบ้าน เพื่อทั้งสุนัขและแมวได้รับอาหารที่ประกอบไปด้วย เนื้อสัตว์ดิบ กระดูกที่มีเนื้อติดในสัดส่วนที่มาก รวมไปถึงเครื่องในด้วย