เทรนอาหารบาร์ฟ ข้อดี ข้อเสีย และความเสี่ยง
กระแสการให้อาหารดิบกับสุนัขและแมวดูเหมือนจะเริ่มต้นขึ้นในช่วงต้นของยุค 1990 โดยสัตวแพทย์ชาวออสเตรเลียท่านหนึ่งซึ่งเขียนหนังสือแนะนำการอาหารดิบกับสุนัข ส่วนตัวย่อ “BARF” หรือ บาร์ฟ (โดยใช้แทนความหมายของคำว่า “Biological Appropriate Raw Food” หรือ “Bone and Raw food”) เป็นคำย่อที่ถูกใช้อย่างแพร่หลายในบริบทนี้
ประเด็นสำคัญ
หลักของการให้อาหารบาร์ฟนั้นมาจากการนำระบบนักล่าและเหยื่อมาปรับใช้ในสุนัขแมวบ้าน เพื่อทั้งสุนัขและแมวได้รับอาหารที่ประกอบไปด้วย เนื้อสัตว์ดิบ กระดูกที่มีเนื้อติดในสัดส่วนที่มาก รวมไปถึงเครื่องในด้วย
ความเป็นมา
กระแสการให้อาหารดิบกับสุนัขและแมวดูเหมือนจะเริ่มต้นขึ้นในช่วงต้นของยุค 1990 โดยสัตวแพทย์ชาวออสเตรเลียท่านหนึ่งซึ่งเขียนหนังสือแนะนำการอาหารดิบกับสุนัข1 ส่วนตัวย่อ “BARF” หรือ บาร์ฟ (โดยใช้แทนความหมายของคำว่า “Biological Appropriate Raw Food” หรือ “Bone and Raw food”) เป็นคำย่อที่ถูกใช้อย่างแพร่หลายในบริบทนี้ มีหลักการและแนวคิดหลากหลายเกี่ยวกับการให้อาหารดิบที่ถูฏต้อง เช่น “Prey Model” (การให้อาหารเลียนแบบนักล่า) หรือ “Ultimate Diet”(อัตติเมท ไดเอท) ซึ่งเป็นหลักการซึ่งเป็นที่รู้จักน้อยกว่า และคำย่อ บาร์ฟมักจะใช้ในการพูดถึงการให้อาหารดิบโดยรวม หลักของการให้อาหารบาร์ฟนั้นมาจากการนำระบบนักล่าและเหยื่อมาปรับใช้ในสุนัขแมวบ้าน เพื่อทั้งสุนัขและแมวได้รับอาหารที่ประกอบไปด้วย เนื้อสัตว์ดิบ กระดูกที่มีเนื้อติดในสัดส่วนที่มาก รวมไปถึงเครื่องในด้วย (รูปภาพที่ 1) นอกจากนี้ยังมีการให้ผลไม้ ผัก ถั่ว น้ำมันและสมุนไพรต่าง ๆ เพิ่มเติม รวมไปถึงไข่ และผลิตภัณฑ์จากนมในปริมาณที่น้อยกว่า การให้อาหารที่ผลิตภัณฑ์ของธัญพืชโดยทั่วไปนั้นไม่ค่อยแนะนำ ถึงแม้การใช้คาร์โบไฮเดรตจากแหล่งอื่น เช่น มันเทศ หรือ พัลล์ ยังสามารถใช้ได้อยู่ในบางครั้งถึงแม้ ส่วนผสมสังเคราะห์(ตัวอย่างเช่น เกลือแร่ หรือวิตามิน) จะไม่สามารถใช้ได้ แต่ในท้องตลาดยังมีผลิตภัณฑ์กลุ่มที่ผลิตมาเพื่อเสริมอาหารเมื่อมีการให้บาร์ฟ
คำกล่าวอ้างและข้อเท็จจริง
ต้องชี้แจงว่าขณะนี้ ยังไม่มีงานวิจัยรองรับเรื่องผลระยะยาวของการกินอาหารดิบ ดังนั้นการพิจารณาระหว่างข้อดีและข้อเสียจึงทำได้เพียงใช้ความรู้พื้นฐานซึ่งอนุมานมาจากความรู้วิทยาศาสตร์การอาหาร รวมถึงสรีรวิทยาของโภชนาการเท่านั้น ข้อดีมากมายที่มักถูกพูดถึงเมื่อนำอาหารบาร์ฟมาเปรียบเทียบกับอาหารสัตว์สำเร็จรูปพร้อมทานได้ถูกระบุไว้ด้างล่าง พร้อมกับความคิดเห็นตามเหมาะสม
- รู้แหล่งที่มาและสัดส่วนของอาหาร
- อาหารที่ย่อยได้ยากหรือไม่เป็นที่นิยมและสารก่อภูมิแพ้สามารถหลีกเลี่ยงได้ง่าย
- การหลีกเลี่ยงสารเสริมต่าง ๆ
- เจ้าของสัตว์มักจะมีมุมมองต่อสารเสริมไม่ดีนัก และมองว่าเป็น “สารเคมีที่ไม่จำเป็น” การใช้สารแต่งกลิ่นในอาหารสำเร็จรูปโดยมากได้รับความสำคัญจากเจ้าของสัตว์มากกว่าที่ควร และหลายคนเชื่อว่า โรงงานผลิตบางที่ใส่สารที่เรียกว่า “สารดึงดูด” ลงในอาหารของพวกเขา ซึ่งหลอกล่อให้สัตว์ยอมรับในอาหารที่มีคุณภาพทางโภชนาการต่ำ หรือแม้กระทั่งทำให้สัตว์ “เสพติด” อาหารพวกนั้น และเจ้าของสัตว์หลาย ๆ คนอาจลืมคิดไปว่ากลุ่มวิตามินที่จำเป็นและแร่ธาตุนั้นก็นับเป็น “สารเสริม” เช่นกัน และการใส่สารเสริมทั้งหมดต้องผ่านกระบวนการอนุมัติจากหน่วยงานกำกับดูแลของประเทศที่เกี่ยวข้อง
- การหลี่กเลี่ยงผลิตภัณฑ์ที่มีธัญพืช
-แนวคิดที่ว่ากลูเตนและเมล็ดธัญพืชโดยทั่วไปส่งผลเสียให้แก่สุนัขละแมวเป็นแนวคิดที่ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลาย แม้ยังขาดหลักฐานทางวิทยาศาสตร์มารองรับ เป็นที่สันนิฐานว่าสุนัขเลี้ยงอาจจะได้รับผลิตภัณฑ์จากธัญพืช (เช่น ขนมปัง, บิสกิตสำหรับสุนัข) จำนวนมากอยู่แล้ว ก่อนที่จะได้รับผ่านอาหารสำเร็จรูป การศึกษาในปัจจุบันบ่งชี้ว่า สุนัขมีการปรับตัวทางพันธุ์กรรมให้เข้ากับอาหารที่มีคาร์โบไฮเดรตผ่านการวิวัฒนาการ 5 ส่วนแมวสามารถย่อยสลายคาร์โบไฮเดรต ได้เช่นกัน ถึงแม้จะทำได้ในปริมาณที่น้อยกว่าสุนัข แต่สัตว์ที่มีภาวะไม่ทนต่อกลูเตน ยังควรหลีกเลี่ยงผลิตภัณฑ์ที่มีกลูเตนอยู่ แต่โอกาสที่พบได้นั้นน้อยมาก
- ผลของการใช้ความร้อนซึ่งทำลายคุณค่าทางโภชนาการ
- เป็นเรื่องจริงที่ไม่อาจปฏิเสธได้ว่า โภชนาการบางอย่างตัวอย่างเช่น วิตามินบี และวิตามินเอไม่ทนต่อความร้อน แต่เรื่องนี้ก็สามารถจัดการได้ง่าย ๆ เพียงเติมสารอาหารเสริมเข้าไปในปริมาณที่เพียงพอ เพื่อชดเชยส่วนที่เสียไปจากความร้อนในระหว่างกระบวนการผลิต นอกจากนี้ ปริมาณของกรดอะมิโนบางชนิด โดยเฉพาะไลซีน จะลดจำนวนลงเมื่อผ่านความร้อน แต่ในทางปฏิบัติ การขาดอะมิโนจำเป็นบางตัวมักจะไม่เป็นปัญหาทั้งในสุนัขและแมว หากพวกเขาได้รับอาหารที่มีแหล่งโปรตีนที่มีคุณภาพ
- การเสื่อมสภาพของเอนไซม์ในเนื้อสัตว์ผ่านความร้อน ถูกนำไปใช้เป็นข้อโต้แย้งสนับสนุนการให้อาหารดิบ กล่าวว่าการให้อาหารที่ผ่านความร้อนนั้น นำไปสู่ “การขาดเอนไซม์” ซึ่งเจ้าของสัตว์อาจนำเอาแนวคิดนี้ ไปตีความอย่างไม่ถูกต้องว่าเอนไซม์ในอาหารนั้นจำเป็นสำหรับกระบวนการย่อยอาหาร
- ลดปริมาณอุจจาระและทำให้อุจจาระเป็นก้อนมากขึ้น
- โดยทั่วไปอาหารบาร์ฟสามารถย่อยได้ง่าย และแน่นอนว่าย่อยได้ง่ายมากกว่าอาหารสำเร็จรูปที่ด้อยคุณภาพ อย่างไรก็ตาม การให้อาหารโฮมเมดไม่มีผลด้านลบต่อการย่อยของเนื้อ และอาหารโฮมเมดที่ย่อยได้ง่ายสามารถทำได้โดยใช้ส่วนผสมที่ได้รับการปรุงสุก
- ส่งเสริมสุขภาพฟันเนื่องจากการกระตุ้นการเคี้ยว
การเคี้ยวชิ้นเนื้อที่แข็งและแทะกระดูกทำให้เยื่อปริทันต์ที่อยู่รอบ ๆ ฟันนั้นแข็งแรงขึ้นและช่วยทำความสะอาดพื้นผิวฟัน ดูน่าเชื่อถือแต่ยังควรระวังเรื่องการทำให้เกิดการบาดเจ็บจากกินกระดูกได้ (รูปที่ 4)
หนึ่งในผลลัพธ์ที่ดีและเป็นที่พูดถึงบ่อย เช่น เส้นขนเงางาม ร่าเริงกระฉับกระเฉง และมีร่างกายที่แข็งแรงขึ้น นั้นเป็นความรู้สึกส่วนตัวและยากที่จะพิสูจน์อย่างไม่ลำเอียงในทางคลินิค แต่การขาดสารอาหารหรือการให้อาหารเฉพาะที่ไม่เหมาะสมสำหรับสัตว์แต่ละตัว สามารถสร้างปัญหาอย่างไม่ต้องสงสัย เช่น ความอยากอาหารลดลง ความผิดปกติในการย่อยอาหารและปัญหาทางผิวหนัง ซึ่งมีหลายโรคที่สามารถพบอาการเหล่านี้ได้เช่นกัน เจ้าของสัตว์เลี้ยงในปัจจุบันมักอ่อนไหวกับประเด็น “ภูมิแพ้อาหารแอบแฝง (food intolerance) จากอาหารสำเร็จรูป” ซึ่งถ้าหากสัตว์เลี้ยงของพวกเขาไม่สบาย เจ้าของสัตว์อาจทำการเปลี่ยนอาหาร เป็นอาหารดิบอย่างรวดเร็วโดยไม่ได้คำนึงถึงเรื่องอื่น ๆ ที่อาจจะเป็นสาเหตุของการติดพยาธิหรือการติดเชื้อตามมา
ความเสี่ยงของการให้อาหารดิบ
ควรพิจารณาความเสี่ยงต่อไปนี้ก่อนให้อาหารดิบ
1. สารอาหารที่ไม่สมดุล
2. ความเสี่ยงด้านสุขอนามัยจากเนื้อสัตว์ดิบ
3. ปัญหาที่อาจเกิดจากการกินกระดูก
4.ส่วนประกอบที่ไม่เหมาะสม และเป็นอันตราย
1. สารอาหารที่ไม่สมดุล
มักมีการกล่าวอ้างว่า “อาหารที่ใกล้เคียงกับธรรมชาติ” จะครอบคลุมความต้องการทางโภชนาการได้อย่างครบถ้วนโดยทันที และ “สารสังเคราะห์” หรืออาหารเสริมนั้นไม่จำเป็น หรืออาจทำให้เกิดอันตรายได้ ความเป็นจริงไม่ว่าเราจะกินอาหารชนิดไหน ร่างกายก็จะสามารถดูดซึมสารอาหารได้เพียงแค่ที่มีอยู่ในอาหารเท่านั้น ดังนั้นการรู้เกี่ยวกับโภชนาการที่มีอยู่ในส่วนประกอบต่าง ๆ แล้วนำมารวมกันอย่างไรให้อยู่ในปริมาณที่เหมาะสม เป็นสิ่งจำเป็นเพื่อจะสร้างสัดส่วนทางโภชนาการที่ครอบคลุมสิ่งที่ร่างกายต้องการ มีหนังสือและเว็บไซต์มากมายแจกสูตรอาหารบาร์ฟ แต่น่าเสียดายที่ข้อมูลพวกนั้นมักนั้นไม่ถูกต้องในหลาย ๆ แง่มุม และในสูตรอาหารดังกล่าวมักมีข้อผิดพลาดที่พบได้บ่อย ดังนี้:
- มีปริมาณโปรตีนสูงมาก
- ในปัจจุบันเชื่อกันว่าไม่เป็นอันตรายในสุนัขที่มีสุขภาพดี แต่การให้อาหารที่มีปริมาณโปรตีนสูง ไม่แนะนำในสัตว์ที่มีอายุมาก โดยเฉพาะสัตว์ที่มีอาการเจ็บป่วยจาดโรคไตหรือโรคตับ
- มีปริมาณโปรตีนต่ำมาก
- เช่น หากเลือกใช้เฉพาะเนื้อสัตว์ที่มีปริมาณไขมันมาก
- มปริมาณไขมันสูงมาก (>30% ของน้ำหนักแห้ง)
- เพิ่มความเสี่ยงในการเป็นโรคตับอ่อนอักเสบในสุนัข 6
- การเสริมแคลเซียมที่มากเกินไป หรือน้อยเกินไปและมีสัดส่วน แคลเซียมต่อฟอสฟอรัสไม่สมดุลกัน
- อันตรายมากในลูกสุนัขที่กำลังเจริญเติบโต
- การขาดวิตามินเอหรือการเสริมวิตามินเอที่มากเกินไป
- แมวไม่สามารถเปลี่ยนแคโรทีนอยด์ให้เป็นวิตามินเอได้ ต้องได้รับผ่านการกินผลิตภัทฑ์สัตว์ที่มีวิตามินเอ
- การขาดวิตามินอี
- การขาดวิตามินดี
- มีการกล่าวว่า สุนัขและแมวไม่จำเป็นต้องได้รับวิตามินดีเสริม เพราะร่างกายสามารถสร้างเองได้ - นี่เป็นความเข้าใจผิด!
- การขาดแร่ธาตุ (สังกะสี, ทองแดง, ไอโอดีน, แมงกานีส)
- การใช้อาหารเสริมที่ไม่จำเป็น หรือเป็นอันตรายต่อร่างกาย
2. ความเสี่ยงด้านสุขอนามัยจากเนื้อสัตว์ดิบ
ในเนื้อสัตว์อาจมีไวรัส แบคทีเรียและปรสิต ไวรัส ซึ่งโรคสุนัขบ้าเทียม (ไวรัส Aujeszky) เป็นความเสี่ยงที่สำคัญมากอีกอย่าง และมีความรุนแรงถึงชีวิตทั้งในสุนัขและแมว เจ้าของสัตว์เลี้ยงหลาย ๆ คน ทราบว่าไม่ควรให้หมูดิบกับสัตว์เลี้ยงของตน จากรายงานที่มีการพบสุนัขล่าสัตว์ตายจากโรคสุนัขบ้าเทียมหลังจากสัมผัสกับซากหมูป่า 8 (รูปภาพที่ 5) แม้จริง ๆ แล้วเนื้อสัตว์ดิบทุกอย่างอาจเป็นอันตรายได้ โดยเฉพาะเมื่อไม่ได้เตรียมเนื้อสัตว์โดยตามหลักความปลอดภัยอาหารขั้นพื้นฐาน
แบคทีเรียที่อาจก่อโรคนั้นรวมไปถึงจุลินทรีย์ในลำไส้อย่าง อีโคไล ซัลโมเนลลา แคมไพโลแบคเตอร์ และเยอร์ซิเนีย และปรสิตภายใน (เช่น พยาธิตัวตืด เช่น Echinococcus spp.) สามารถทำให้เกิดการติดเชื้อทั้งในสุนัขและแมวได้ นอกจากนี้ยังต้องคำนึงถึงความเสี่ยงทางสุขภาพของคนด้วย นอกจากจุลินทรีย์ที่อาจก่อโรคในลำไส้แล้ว เนื้อสัตว์ดิบสามารถนำโรคติดต่อระหว่างคนและสัตว์ (ขึ้นอยู่กับชนิดและที่มาของเนื้อสัตว์) เช่น วัณโรค(tuberculosis) โรคไข้กระต่าย (tularemia)ได้ และสัตว์จากปศุสัตว์หรือสัตว์ป่าก็สามารถเป็นพาหะของโรคโซพลาสโมซิส (Toxoplasmosis) ได้ทั้งคู่
ด้านผู้สนับสนุนอาหารบาร์ฟ มักแย้งเกี่ยวกับข้อควรระวังดังกล่าวว่า ทั้งสุนัขและแมวควรมี “ภูมิต้านทาน” ต่อเชื้อโรคเหล่านี้ จริงที่ว่าสุนัขและแมวไม่ค่อยป่วยเป็นโรคกระเพาะอักเสบ จากเชื้อซัลโมเนลลาหรืออีโคไลเท่ากับมนุษย์ แต่สัตว์เลี้ยงยังมีโอกาสได้รับโรคร้ายแรงหรือเกิดภาวะติดเชื้อในกระแสเลือดได้ โดยเฉพาะในสัตว์ที่มีภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่องจะมีความเสี่ยงสูงมากกว่า
อย่างไรก็ตาม อันตรายที่มากกว่านั้นคือ ผลทางสุขภาพของมนุษย์ ไม่ใช่แค่เรื่องการจัดการเนื้อสัตว์ดิบที่มีความเสี่ยง แต่เมื่อสุนัขและแมวกินเนื้อสัตว์ที่มีการปนเปื้อนไปแล้ว จะกลายเป็นพาหะของเชื้อก่อโรคที่ไม่แสดงอาการ และสามารถแพร่เชื้อโรคสู่มนุษย์ เช่น เชื้อซัลโมเนลลาจะแพร่ผ่านอุจจาระ และสามารถอยู่ได้นานหลายสัปดาห์ จนทำให้แบคทีเรียสามารถแพร่กระจายไปทั่วผิวหนังของสัตว์เลี้ยง พื้นที่นอนและสุดท้ายกระจายไปทั่วตัวบ้าน
ความเสี่ยงด้านสุขอนามัยในเนื้อสัตว์ดิบมักถูกละเลยในการแนะนำอาหารบาร์ฟหลาย ๆ ครั้ง อาจเป็นเพราะอาหารที่เราบริโภคในปัจจุบัน มีความปลอดภัยสูง และอันตรายต่าง ๆ ที่อาจจะเกิดขึ้นนั้นได้ถูกกำจัดไปแล้ว ทำให้ผู้คนมีความตระหนักถึงความเสี่ยงน้อยลง แต่ผลิตภัณฑ์อาหารบาร์ฟมักมีแหล่งที่มาคนละที่จากแหล่งอาหารที่คนบริโภค ปัจจุบันมีแหล่งสั่งซื้อเนื้อดิบและผลพลอยได้จากเนื้อสัตว์ ผ่านการสั่งแบบออนไลน์เพื่อใช้ในการผลิตอาหารบาร์ฟ แต่เนื้อสัตว์เหล่านี้มักถูกส่งมาในรูปแบบการแช่แข็งที่ไม่ได้มีมาตรฐานเทียบเท่าอุตสาหกรรมอาหารในคน ทำให้ไม่สามารถรับรองได้ว่า บรรจุภัณฑ์ที่ใช้ในการขนส่งได้รับการฆ่าเชื้อและมีการรักษาความเย็นตลอดเวลา แม้จะมีผลิตภัณฆ์เนื้อสัตว์ดิบวางขายมากมายในท้องตลาด แต่ยังพบรายงานของผลิตภัณฑ์เหล่านี้ที่มีปัญหาด้านคุณภาพ โดยเฉพาะเรื่องของการปนเปื้อนแบคทีเรีย 9 10 รวมถึงแบคทีเรีย เช่น ซัลโมเนลลา ที่เป็นความเสี่ยงในอุตสาหกรรมอาหารสัตว์ด้วยเช่นกัน แต่ในโรงงานผลิตจำเป็นต้องรักษามาตรฐานเป็นอย่างดี เพื่อให้มั่นใจว่าคุณภาพและความปลอดภัยในอาหารจะไม่ลดลงในระหว่างการผลิต
3. ปัญหาที่อาจเกิดจากการกินกระดูก
- ไข่
- ไข่ดิบมีสารอะวิดินซึ่งมีความสามารถในการจับกับไบโอติน ทำให้อาจเกิดภาวะขาดไบโอตินได้
- ไข่ขาวมีสารยับยั้งการทำงานของทริปซิน ซึ่งขัดขวางการย่อยโปรตีน
- ปลา
- ปลาหลาย ๆ ชนิดในรูปแบบดิบจะมีเอนไซม์ไทอะมีเนสซึ่งจะทำลายไทอะมีน (วิตามินบี1)
- ในปลามีไตรเมทิลามีน (trimethylamine) ซึ่งเป็นสารประกอบอินทรีย์ที่สามารถจับการธาตุเหล็กและ (หากให้ในระยะยาว)
สามารถทำให้เกิดภาวะโลหิตจางได้
- ถั่วฝัก (สกุล Phaseolus )
- มีเลกตินและแทนนิน (สามารถทำลายเยื่อบุทางเดินอาหารได้) สารยับยั้งทริปซิน (ซึ่งขัดขวางการย่อยโปรตีน) และสารไซยาโนเจนิกไกลโคไซด์ (ซึ่งสามารถทำให้เกิดสารพิษไซยาไนด์ได้) แต่หากนำมาทำให้สุกผ่านความร้อนแล้วจะปลอดภัย สามารถนำมาใช้งานได้
- มันสำปะหลัง
- แบบดิบมีสารไซยาโนเจนิกไกลโคไซด์ ซึ่กหากทำให้สุกด้วยความร้อนก็สามารถนำมาใช้ได้อย่างปลอดภัยเช่นกัน
สิ่งที่ต้องระวังเป็นพิเศษ
สิ่งที่ควรทราบเกี่ยวกับปัญหาบางอย่างที่มักเกิดขึ้นจากการกินอาหารบาร์ฟ
- ภาวะไทรอยด์เป็นพิษ; งานวิจัยแสดงให้เห็นว่า 11 12 สุนัขที่กินเนื้อส่วนที่มีฮอร์โมนไทรอยด์หรือเนื้อเยื่อต่อมไทรอยด์มาก จะสามารถพัฒนาเป็น ภาวะไทรอยด์สูงเกิน หรือภาวะไทรอยด์เป็นพิษได้ แต่จริง ๆ แล้วปัญหานี้ไม่ได้เกิดเฉพาะกับการให้อาหารดิบเท่านั้น เนื่องจากฮอร์โมนไทรอยด์นั้นทนต่อความร้อน แต่อาหารบาร์ฟมักมีเนื้อที่มีแหล่งที่มาเป็นหัวหรือคอ รวมไปถึงหลอดลมและกล่องเสียงมักจะถูกขายให้อยู่ในรูปของขนมคบเคี้ยวหรือขนมขัดฟัน และอาจจะมีการขายในรูปแบบบรรจุกระป๋องในบางประเทศ เนื่องจากไม่ทราบปริมาณที่ปลอดภัยอย่างแน่ชัด ดังนั้นบางอย่างผลิตภัณฑ์จึงยังคงไม่เหมาะสมในการนำมาใช้เป็นอาหาร แต่ปัจจุบันยังไม่พบการรายงานการเกิดภาวะไทรอดย์เป็นพิษในแมว อาจเป็นเพราะกลุ่มผลิตภัณฑ์เหล่านี้ไม่ค่อยใช้ในแมว
- การขับสารพิษ; ข้อมูลที่ใช้ส่งเสริมการขายอาหารบาร์ฟอาจระบุไว้ว่า หลังจากเปลี่ยนอาหาร จากอาหารสัตว์เลี้ยงพร้อมทานมาเป็นอาหารดิบ สัตว์เลี้ยงอาจจะแสดงอาการผิดปกติของระบบย่อยอาหารและปัญหาทางผิวหนังได้ โดยให้เหตุผลว่าสัตว์เหล่านี้กำลังอยู่ในช่วงการ “ขับสารพิษ” ซึ่งเป็นกระบวนการที่จะต้องเกิดขึ้น เพื่อกำจัด “สารเคมีที่เป็นอันตราย” ที่ได้รับจากการบริโภคอาหารสัตว์สำเร็จรูปก่อนหน้านี้ ความคิดเรื่องการขับสารพิษนี้ เป็นหลักการที่มาจากศาสตร์ของแพทย์ทางเลือกซึ่งยังไม่มีวิทยาศาสตร์รองรับ อย่างไรก็ดี การย่อยที่ผิดปกติหรือปัญหาทางผิวหนังอาจจะเป็นสัญญาณของภาวะแพ้อาหาร หรือภูมิอาหารแฝง โดยเหตุการณ์นี้เป็นตัวอย่างที่ดีที่แสดงให้เห็นว่า ผู้เลี้ยงที่ให้อาหารบาร์ฟมีความเชื่อมั่นในอาหารบาร์ฟมากเพียงใด จากการมีมุมมองที่ดีต่ออาการเหล่านี้ ในขณะที่หากเกิดอาการเหล่านี้จากหารกินอาหารสัตว์เลี้ยงทั่วไปจะเป็นเพียงการยืนยันความเห็นด้านลบของพวกเขาเหล่านั้น
อาหารบาร์ฟในสัตว์ป่วย
หากสัตว์ป่วยได้รับอาหารดิบ ควรมีการพิจารณาว่าลักษณะของการให้อาหารด้วยวิธีนี้ (มีโปรตีนและไขมันที่สูง มีปริมาณแคลเซียมและฟอสฟอรัสสูง ความสะอาดและความเสี่ยงด้านสุขอนามัย) นั้นมีความสอดคล้องกับความต้องการทางโภชนาการจากโรคที่มีหรือไม่
- โรคทางระบบทางเดินอาหาร
หากจุลินทรีย์ในลำไส้ถูกรบกวน ก็สามารถสันนิฐานได้ว่า เยื่อบุลำไส้นั้นมีความสามารถในการซึมผ่านได้มากขึ้น ทำให้อาหารดิบไม่ควรนำมาใช้ในกรณีนี้ (โดยเฉพาะ หากพบอุจจาระที่มีเลือดสดปน หรือมีการท้องเสียเป็นเลือด) เพื่อหลีกเลี่ยงโอกาสที่จะการติดเชื้อ ส่วนการให้อาหารดิบนั้นอาจจะเหมาะกับสัตว์ที่ต้องการลดน้ำหนัก หรือกลุ่มที่เป็นโรคเบาหวานบางกรณี และสามารถเพิ่มปริมาณใยอาหารได้หากจำเป็น โดยการเพิ่มรำหรือเซลลูโลส
- โรคไตวาย
อาหารบาร์ฟนั้นห้ามใช้ในกลุ่มนี้ เนื่องจากมีปริมาณโปรตีนและฟอสฟอรัสสูงเกินไป
กรณีที่มีเนื้องอก เจ้าของตัวสัตว์เลี้ยงมักจะตามหาอาหารที่สามารถ “รักษาได้อย่างปาฏิหาริย์” และอาจจะพิจารณาให้อาหารที่ “พิเศษ” ซึ่งถ้าสัตว์ป่วยมีภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่องอยู่แล้ว การให้เนื้อดิบอาจเป็นการเพิ่มความเสี่ยงของการติดเชื้อได้ ดังนั้นควรที่จะหลีกเลี่ยง และแนะนำว่าควรได้รับคาร์โบไฮเดรตร่วมด้วยเพื่อช่วยในการทำงานของตับให้สามารถนำไปแปลงพลังงานให้ร่างกายได้ง่าย
ในขณะเลือกอาหารให้กับสัตว์ที่ป่วย ปริมาณวิตามินและแร่ธาตุก็ไม่ควรมองข้ามเช่นกัน เนื่องจากมีความจำเป็นในดการส่งเสริมการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันให้ทำงานได้เต็มที่ นอกจากนี้เจ้าของควรทราบว่า การเปลี่ยนอาหารเป็นการเพิ่มความเครียดให้กับสัตว์ จึงไม่ควรบังคับกินในสัตว์ที่ป่วยด้วยโรคกลุ่มเนื้องอกซึ่งมีความอยากอาหารต่ำ หรือไม่อยากอาหารอยู่แล้ว
สรุป
ถึงแม้การให้อาหารบาร์ฟนั้นจะเป็นอีกรูปแบบหนึ่งที่สามารถให้กับสุนัขและแมวได้ แต่ก็เป็นการเพิ่มความเสี่ยงในหลาย ๆ ด้าน สัตวแพทย์ควรอธิบายถึงความเสี่ยงเหล่านี้ แต่ควรคำนึงถึงความเชื่อมั่นทางอุดมการณ์และสถานการณ์ของเจ้าของสัตว์เลี้ยงด้วย เจ้าของนั้นอยากตัดสินใจเลือกทางที่ “ดีที่สุด” ให้กับสัตว์เลี้ยงของพวกเขา มักจะไม่ได้เลือกจากเกณฑ์ที่เป็นกลาง แต่กลับได้รับอิทธิพลจากอินเทอร์เน็ต โฆษณาหรือคนอื่น ๆ จึงจำเป็นที่จะต้องได้รับการแนะนำ เลือกและควบคุมอาหารอย่างระมัดระวัง เพราะสูตรอาหารหรือคำแนะนำที่มีอยู่บนอินเทอร์เน็ตมีน้อยมากที่จะถูกต้อง ส่วนประกอบทั้งหมดที่ใช้ในการประกอบอาหารจะต้องถูกเลือกมาตามหลักสุขอนามัยอย่างเคร่ดครัด และเจ้าของสัตว์จะต้องตระหนักถึงความเสี่ยงจากการปนเปื้อนของเชื้อแบคทีเรียบางประเภทเมื่อใช้แหล่งเนื้อสัตว์จากบริษัทที่มีสั่งซื้อและขนส่งโดยไปรษณีย์; ส่วนหัวกับคอของสัตว์ไม่ควรนำมาใช้หากยังมีชิ้นส่วนของเนื้อเยื่อต่อมไทรอยด์ปรากฎอยู่ และการให้อาหารดิบนั้นไม่แนะนำหากในบ้านมีกลุ่มคนที่มีความเสี่ยงสูงอาศัยอยู่ (เด็กเล็ก, สตรีมีครรภ์, ผู้สูงอายุหรือผู้ป่วยโรคเรื้อรัง) รวมถึงการให้อาหารดิบในสัตว์ที่มีโอกาสสัมผัสกับกลุ่มคนเหล่านี้บ่อย เช่นสัตว์เลี้ยงที่ใช้เพื่อการบำบัด หรือกลุ่มที่ใช้เพื่อการศึกษา
Stefanie Handl
Dr. vet. med., Dip. ECVCN
สาธารณรัฐออสเตรีย
Dr. Handl graduated from the University of Veterinary Medicine Vienna in 2002 and received her doctorate degree in 2005; she then went on to work as a research assistant in the Institute of Animal Nutrition at the same establishment. Dr. Handl spent some time with the team at Texas A&M University’s gastrointestinal research laboratory and completed her ECVCN Residency in 2011. She opened a practice in Vienna dedicated to small animal nutrition in 2013, and also serves as editor-in-chief for the journal Veterinary Medicine Austria.
แหล่งอ้างอิง
- Billinghurst I. Give your dog a bone (self-published) 1993.
- Schulze KR. The Ultimate Diet: Natural Nutrition for Dogs and Cats. Affenbar Ink 1998.
- Handl S, Zimmermann S, Iben C. Reasons for dog owners to choose raw diets (“BARF”) and nutritional adequacy of raw diet recipes fed to dogs in Austria and Germany. In Proceedings, ESVCN congress Bydgoszcz, Poland 2012;124.
- Handl S, Reichert L, Iben C. Survey on raw diets (“BARF”) and nutritional adequacy of raw diet recipes fed to cats in Austria and Germany. In Proceedings, ESVCN congress Ghent, Belgium 2013;118.
- Axelsson E, Ratnakumar A, et al. The genomic signature of dog domestication reveals adaptation to a starch-rich diet. Nature 2013;495:360-364.
- Steiner JM. Pancreatitis. In: Steiner JM, (ed). Small Animal Gastroenterology. Hanover, Germany: Schültersche Verlagsgesellschaft mbH Co 2008;285-294.
- National Research Council. Nutrient Requirements of Dogs and Cats. Washington, DC: The National Academies Press, 2006.
- Leschnik M, Gruber A, Kübber-Heiss A, et al. Epidemiological aspects of Aujeszky’s disease in Austria by the means of six cases in dogs. Wien Tierarztl Monat – Vet Med Austria 2012;99(3-4):82-90.
- Weese JS, Rousseau J, Arroyo L. Bacteriological evaluation of commercial canine and cat feline raw diets. Can Vet J 2005;513-516.
- Wendel F, Kienzle E, Bohnke R, et al. Microbiological contamination and inappropriate composition of BARF-food. In Proceedings. ESVCN congress, Bydgoszcz, Poland 2012;107.
- Zeugswetter FK, Vogelsinger K, Handl S. Hyperthyroidism in dogs caused by consumption of thyroid-containing head meat. Schweiz Arch Tierheilkd 2013; 155(2):149-152.
- Köhler B, Stengel C, Neiger R. Dietary hyperthyroidism in dogs. J Small Anim Pract 2012;53;182-184.
แบ่งปันบนโซเชียลมีเดีย