Loading component...

เจ้าของสุนัขกับโรคผิวหนังอักเสบภูมิแพ้อะโทปี

เขียนโดย Pascal Prélaud

 

สัตวแพทย์ Pascal Prélaud ได้อธิบายในบทความเกี่ยวกับความสำคัญในการให้เจ้าของสุนัขได้มีส่วนร่วมในการรักษาโรคผิวหนังอักเสบภูมิแพ้อะโทปีในสุนัขซึ่งมีความท้าทายเทียบเท่ากับกระบวนการรักษาโรค

© Shutterstock

Article

Reading time5 - 15 min
Regular, clear and honest communication between the owner and the veterinary surgeon is a keystone for successful management of the atopic dog.

ประเด็นสำคัญ

Group 15 1

การสื่อสารที่ดีและรักษาความสัมพันธ์กับเจ้าของสุนัขเป็นกุญแจสำคัญในการรักษาโรคผิวหนังอักเสบภูมิแพ้อะโทปี

Group 15 2

สถานพยาบาลสัตว์ต้องสร้างมาตรการในการเข้าถึงสัตว์ป่วยโรคผิวหนังอักเสบภูมิแพ้อะโทปีอย่างทั่วถึง

บทนำ

โรคผิวหนังอักเสบภูมิแพ้อะโทปีในสุนัข(canine atopic dermatitis ; CAD) เป็นอาการเจ็บป่วยที่มีสาเหตุจากหลายปัจจัยที่จำเป็นต้องได้รับการดูแลระยะยาวจากสัตวแพทย์รวมถึงมีสร้างความสัมพันธ์อันดีกับเจ้าของสุนัข CAD มีความแตกต่างจากโรคเรื้อรังชนิดอื่นจากการที่ไม่มีวิธีการในกาารเฝ้าติดตามโรคที่เห็นพ้องต้องกันว่าดีที่สุด แต่มีความเห็นว่าการรักษาความสัมพันธ์อันดีกับเจ้าของสัตว์ป่วยจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ ความสะดวกและความปลอดภัยของวิธีการรักษาหากเจ้าของสัตว์ได้รับข้อมูลและมีส่วนร่วมมากพอ สิ่งสำคัญในการรักษา CAD ระยะยาวคือการสื่อสารอย่างเหมาะสมเพราะ CAD จะส่งผลกระทบอย่างมากต่อคุณภาพชีวิตของเจ้าของสัตว์และสัตว์ป่วย [1][2] ข้อมูลที่ได้จากการทำแบบสอบถามปริมาณมากของสุนัขที่ป่วยด้วยโรค CAD (ผลงานที่ไม่ได้ตีพิมพ์ของผู้เขียนบทความ,2013) แสดงให้เห็นว่าเจ้าของสุนัขส่วนมากไม่ได้รับข้อมูลอย่างเพียงพอ(มีเพียงร้อยละ 4 ที่ทราบว่าโรคนี้เป็นโรคเรื้อรัง) และพบข้อผิดพลาดในการวินิจฉัยรักษาของสัตวแพทย์ได้บ่อย(มีสัตวแพทย์ร้อยละ 15 ทำการทดลองอาหาร และร้อยละ 6 ใช้ cyclosporine ในการรักษา)

ขั้นตอนแรกที่สำคัญที่สุดสำหรับ CAD คือการวินิจฉัยโรคให้สำเร็จและทำให้เจ้าของสุนัขเข้าใจถึงธรรมชาติของโรคที่มีลักษณะเรื้อรังก่อนที่จะเริ่มทำการรักษาและติดตามอาการของผิวหนัง อย่างไรก็ตามมีโอกาสเกิดความผิดพลาดได้มากขณะทำการรักษา จากการศึกษาหนึ่งพบว่ามีความผิดพลาดพื้นฐาน 7 ประการที่ควรหลีกเลี่ยงในการจัดการโรคผิวหนังเรื้อรัง(ตารางที่ 1) [3] บทความนี้จะอธิบายอย่างสั้นเกี่ยวกับวิธีการต่างๆที่สามารถนำมาใช้ร่วมกับการวินิจฉัยและรักษาเพื่อที่จะสร้างความมั่นใจได้ว่าเจ้าของสุนัขที่ป่วยด้วยโรค atopic จะมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับโรคและมีส่วนร่วมในการรักษาอย่างเต็มที่

 

ตารางที่ 1 แสดงข้อผิดพลาดพื้นฐานในการจัดการกับโรคผิวหนังเรื้อรัง [3]
ขาดการควบคุมอาการโรคผิวหนังที่ปะทุ
สัตวแพทย์ไม่ได้คำนึงถึงความคาดหวังของเจ้าของสัตว์
ขาดความเข้าใจถึงสถานการณ์ในแง่คุณภาพชีวิต
ไม่เลือกใช้ยาตามหลัก evidence-based
ประเมินผลของการให้ความร่วมมือในการรักษาต่ำเกินไป
ไม่นำเรื่องค่าใช้จ่ายมาพิจารณาในการเลือกวิธีการวินิจฉัยและรักษา
มองปัญหาโรคผิวหนังเป็นเรื่องน่ารำคาญ

 

ขั้นตอนแรกคือการเตรียมการ

โรคผิวหนังอักเสบภูมิแพ้อะโทปีหรือ atopy เป็นโอกาสที่ดีของสัตวแพทย์ทั้งในแง่ของเหตุผลทางการแพทย์ ทางวิชาการและมนุษยสัมพันธ์ สิ่งสำคัญคือการเข้าใจโรคอย่างถ่องแท้เพื่อทราบถึงทางเลือกในการวินิจฉัยและการรักษาที่มีส่งผลให้เกิดการสื่อสารกับเจ้าของสุนัขได้อย่างมีประสิทธิภาพ สัตวแพทย์สามารถเพิ่มพูนความรู้ได้จากบทความทางวิชาการและเว็บไซต์ต่างๆเช่น www.icada.org [4] เตรียมเครื่องมือที่เหมาะสมสำหรับการตรวจผิวหนังเช่นกล้องจุลทรรศน์ และ otoscope อุปกรณ์เสริมเพื่อให้การซักประวัติและการให้คำปรึกษาเป็นไปอย่างราบรื่นเช่นรายชื่อคำถาม หรือแผนภาพเปรียบเทียบ [5][6][7] ข้อมูลเพิ่มเติมในเว็บไซต์สำหรับเจ้าของสุนัขเพื่อทำความเข้าใจ พึงระวังว่าข้อมูลในเว็บไซต์ทั่วไปเกี่ยวกับอะโทปีในสุนัขอาจเต็มไปด้วยศัพท์เฉพาะทาง มีความเจาะจงต่อผลิตภัณฑ์หรืออาหารยี่ห้อใดยี่ห้อหนึ่งมากเกินไป ทางสถานพยาบาลควรจัดทำเว็บไซต์ของตนเองเพื่อให้ข้อมูลที่เหมาะสมแก่เจ้าของสุนัขที่เป็นโรคอะโทปี การนัดตรวจอาการต่อเนื่องควรทำโดยสัตวแพทย์คนเดิมและส่งต่อสุนัขไปยังผู้เชี่ยวชาญกรณีที่โรคมีความซับซ้อน

กระบวนการให้คำปรึกษาและการวินิจฉัย

ปัจจัยบางประการเป็นหัวใจสำคัญของการสื่อสารกับลูกค้าที่ดีและสถานพยาบาลสัตว์จำเป็นต้องมีขั้นตอนที่เหมาะสมในการสื่อสารกับกรณีโรคผิวหนัง(ตารางที่ 2) การให้คำปรึกษาในครั้งแรกไม่ควรนานเกินไปเพราะไม่เกิดประโยชน์และไม่มีความจำเป็น ช่วงเวลาให้คำปรึกษาที่กระชับจะเกิดประสิทธิภาพที่สูงกว่าและควรเน้นที่ประเด็นสำคัญบางจุด สัตวแพทย์ต้องเก็บข้อมูลเกี่ยวกับการรักษาทั้งในอดีตและปัจจุบันที่สุนัขได้รับ จากนั้นเน้นที่ความคาดหวังของเจ้าของสุนัขรวมถึงข้อจำกัดต่างๆในการรักษา การอธิบายและอาจต้องมีการสาธิตการใช้ยาโดยเฉพาะเหตุผลของการใช้ยาและผลที่คาดว่าจะได้รับจากยาหรือการรักษานั้นๆ ยกตัวอย่างเช่นสุนัขที่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็น CAD ซึ่งมาด้วยการปะทุของโรคผิวหนังเช่น otitis externa และ Malassezia pododermatitis การรักษาในครั้งแรกควรเน้นไปที่การจัดการเชื้อยีสต์ ยาหยอดหู และความง่ายในการรักษา หลีกเลี่ยงการพยายามอธิบายถึงการแพ้ กลไกการตอบสนองของภูมิคุ้มกันหรือเกราะตามธรรมชาติของผิวหนัง ควรทำการนัดหมายเพื่อติดตามผลการรักษาและพูดคุยหัวข้อเหล่านี้ในครั้งถัดไปตามความเหมาะสม

 

ตารางที่ 2 หลักสำคัญในการสื่อสารที่ดี
มีการฝึกฝนสำหรับสัตวแพทย์และผู้ช่วยสัตวแพทย์อย่างเหมาะสม
ภายในสถานพยาบาลสัตว์ต้องมีการเข้าถึงสัตว์ป่วยอย่างมีแบบแผน
การให้คำปรึกษาในครั้งแรกควรเน้นไปที่อาการโรคผิวหนังที่ปะทุขึ้นมา
ติดตามอาการของสุนัขทางโทรศัพท์ภายใน 48 ชั่วโมง
ปรับเปลี่ยนการรักษาตามความเหมาะสม
ใช้เครื่องมือที่ง่ายต่อการเฝ้าติดตามอาการ
นัดตรวจเพื่อติดตามอาการ


การนัดตรวจเพื่อติดตามอาการควรทำอย่างมีระเบียบแบบแผนเช่นเดียวกัน การติดตามอาการทางโทรศัพท์หรือวีดีโอคอลภายใน 48 ชั่วโมงหลังการเข้ารับคำปรึกษาครั้งแรกจะช่วยคงความสัมพันธ์ในเชิงบวกและสร้างความต่อเนื่องในการดูแลสัตว์ป่วย สัตวแพทย์ยังสามารถใช้โอกาสนี้ในการติดตามประสิทธิภาพของการรักษา ความร่วมมือในการให้ยา และผลข้างเคียงอื่นๆ(รูป 1)

To maintain a positive relationship with the client, and ensure case continuity, a telephone or video call within 48 hours of the initial consult.
รูป 1 การติดตามอาการทางโทรศัพท์หรือวีดีโอคอลภายใน 48 ชั่วโมงหลังการเข้ารับคำปรึกษาครั้งแรกจะช่วยคงความสัมพันธ์ในเชิงบวกและสร้างความต่อเนื่องในการดูแลสัตว์ป่วย Shutterstock

การตรวจร่างกายในอีก 2-3 สัปดาห์ถัดมาเป็นการติดตามผลของการรักษาอาการทางผิวหนังที่สุนัขมาพบสัตวแพทย์ในครั้งแรกและยังเป็นโอกาสในการพูดคุยเพื่อวางแผนการดูแลรักษาในระยะยาว สัตวแพทย์อาจใช้ระดับคะแนนคุณภาพชีวิต(quality-of-life scale) [8] ที่จะช่วยระบุปัจจัยที่สำคัญในการเลือกวิธีการรักษา(ตารางที่ 3) ข้อมูลต่างๆควรแจ้งเจ้าของอย่างเป็นขั้นตอน การให้คำปรึกษาในแต่ละครั้งควรเน้นไปที่ปัจจัยที่ให้ความสำคัญที่สุดก่อนเพื่อปรับการรักษาอย่างเหมาะสม

 

ตารางที่ 3 แบบสอบถามคุณภาพชีวิตจะช่วยให้ระบุปัจจัยสำคัญที่ควรได้รับการดูแลก่อนเมื่อพบกับสุนัขที่ป่วยด้วยโรค CAD [8] การให้คะแนนในแต่ละปัจจัยจะอยู่ที่ 1-5
ปัจจัยจากสุนัข ปัจจัยจากเจ้าของ
ความรุนแรงของโรค
พฤติกรรม/อารมณ์
การนอนหลับ
พฤติกรรมการกิน
การเล่น/ทำกิจกรรม/play
ความสัมพันธ์ทางสังคม
การเปลี่ยนแปลทางพฤติกรรม
การรักษา
การเสียเวลา
ความเหนื่อยล้า
การทำกิจกรรมในครอบครัว
Cost
ความเครียดทางอารมณ์
ความไม่สบายกาย
ความสัมพันธ์ในครอบครัว

 

นอกเหนือจากการให้คำปรึกษา

ระดับคะแนนคุณภาพชีวิตนั้นเป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยสนับสนุนการติดตามอาการ 6

8 ซึ่งสามารถกรอกทางออนไลน์ ผ่านวีดีโอคอลหรือแอพพลิเคชั่นบนสมาร์ทโฟนได้ วิธีนี้มีประโยชน์มากกว่าการใช้แผนภาพรอยโรคหรือระดับอาการคันจากความเห็นของผู้เขียนบทความ การติดต่อกับเจ้าของสุนัขอย่างต่อเนื่องนั้นมีความสำคัญต่อการรักษา ในรายที่มีอาการรุนแรงอาจมีการให้คำปรึกษาแบบกลุ่ม การวางแผนการรักษา (care contracts) เป็นโปรแกรมที่ช่วยในการเฝ้าติดตามโรคเรื้อรังซึ่งเหมาะสมกับสุนัขที่เป็น CAD โปรแกรมนี้จะช่วยวางแผนการเงินในแต่ละเดือนโดยการแจกแจงค่าใช้จ่ายทำให้เจ้าของสุนัขได้มีส่วนร่วมและตรวจพบการปะทุของโรคผิวหนังหรืออาการแทรกซ้อนได้อย่างรวดเร็ว

 

สรุป

การพูดคุยให้คำปรึกษาที่ใช้เวลานานและการพึ่งพาทรัพยากรภายนอกมากเกินไปอาจไม่เกิดผลดีในการจัดการกับ CAD ตรงข้ามกับการแสดงความเข้าอกเข้าใจในมุมมองของเจ้าของสุนัขซึ่งมีประโยชน์กว่ามากร่วมกับความเข้าใจในโรคผิวหนังอักเสบภูมิแพ้อะโทปี ความพยายามในการมอบทางเลือกในการรักษาที่เหมาะสม การใช้วิธีการต่างๆเพื่อเพิ่มความรู้ความเข้าใจแก่เจ้าของสุนัขจะช่วยในการจัดการโรคนี้ได้

 

Pascal Prélaud

Pascal Prélaud

DVM, Dip. ECVD

สาธารณรัฐฝรั่งเศส

Dr. Prélaud graduated from Toulouse Vet School in 1984 and went on to establish a laboratory which pioneered canine allergy testing. A specialist in veterinary dermatology since 1987, he now holds a senior role at a private veterinary hospital outside Paris, and has also authored many articles and textbooks on canine atopic dermatitis.

แหล่งอ้างอิง
  1. Spitznagel MB, Solc M, Chapman KR, et al. Caregiver burden in the veterinary dermatology client: comparison to healthy controls and relationship to quality of life. Vet Dermatol 2019;30(1):3-e2.
  2. Linek M, Favrot C. Impact of canine atopic dermatitis on the health-related quality of life of affected dogs and quality of life of their owners. Vet Dermatol 2010;21:456-462.
  3. Ackerman L. Seven common mistakes to avoid in achieving long-term success with dermatology patients. Vet Med Sci 2015;1(1):2-8.
  4. Olivry T, DeBoer DJ, Favrot C, et al. Treatment of canine atopic dermatitis: 2015 updated guidelines from the International Committee on Allergic Diseases of Animals (ICADA). BMC Vet Res 2015;11(1):210.
  5. Noli C. Assessing Quality of Life for pets with dermatologic disease and their owners. Vet Clin North Am Small Anim Pract 2019;49(1):83-93.
  6. Favrot C, Linek M, Mueller R, et al. Development of a questionnaire to assess the impact of atopic dermatitis on health-related quality of life of affected dogs and their owners. Vet Dermatol 2010;21(1):63-69.
  7. Prlaud P. Dermatite Atopique Canine. Paris: Masson-Elsevier; 2017;1-184.
  8. Noli C, Minafo G, Galzerano M. Quality of life of dogs with skin diseases and their owners; Part 1: development and validation of a questionnaire. Vet Dermatol 2011;22(4):335-343.

แบ่งปันบนโซเชียลมีเดีย