การที่เจ้าของแมวหลายคนกล่าวโทษว่าอาหารคือตัวการที่ทำให้แมวมีอาการทางผิวหนังนั้นถูกต้องแล้วหรือไม่ ในบทความนี้จะกล่าวถึงการวินิจฉัยและรักษาโรคผิวหนังจากภูมิแพ้อาหารอย่างถูกวิธี (แปลโดย น.สพ. พีระ มานิตยกุล)
แบ่งปันบนโซเชียลมีเดีย
ถึงแม้ว่าปฏิกิริยาภูมิแพ้อาหารจะเกิดขึ้นไม่นานหลังมีการเปลี่ยนอาหารแต่นั่นมักไม่ใช่การแพ้ที่แท้จริงเพราะระบบภูมิคุ้มกันต้องใช้เวลาในการสร้างปฏิกิริยาตอบโต้ สัตวแพทย์จำเป็นต้องอธิบายให้เจ้าของทราบถึงความแตกต่างระหว่างการแพ้อาหาร(food intolerance) และภูมิแพ้อาหาร( food allergy)
การซักประวัติเป็นสิ่งที่มองข้ามไม่ได้หากต้องการวางแผนการวินิจฉัยและรักษาอย่างถูกต้อง รวมถึงอาหารที่แมวกินซึ่งจะบ่งบอกถึงสารก่อภูมิแพ้ที่แมวมีโอกาสได้รับและแนวทางการรักษา ตัวอย่างคำถามที่ควรถามเจ้าของแมวเกี่ยวกับโรคผิวหนังอยู่ในตารางที่ 1 ข้อมูลที่ได้จากการซักประวัติจะช่วยทำให้รายชื่อโรคในการวินิจฉัยแยกแยะสั้นลงทั้งยังเป็นแนวทางในขั้นตอนต่อไป ยกตัวอย่างเช่นหากแมวมีการป้องกันหมัดไม่สม่ำเสมออาจทำให้การแพ้น้ำลายหมัดอยู่ในอันดับต้นของการวินิจฉัยแยกแยะ และหากแมวที่เลี้ยงด้วยกันหลายตัวมีอาการคล้ายกันมีโอกาสที่จะเกิดจากการติดปรสิตภายนอกหรือเชื้อจุลชีพมากกว่า
| ประวัติการเจ็บป่วย | อาหารที่กิน | รูปแบบการดำรงชีวิต | ยาที่ใช้ |
|---|---|---|---|
|
|
|
|
|
อาการที่แสดงออกของ CAFR สามารถเกิดได้ทุกช่วงอายุแต่พบมากในสัตว์ที่ยังอายุไม่มากจนถึงวัยกลางคนโดยมีอายุเฉลี่ยที่เริ่มแสดงอาการอยู่ที่ 3.9 ปี และไม่มีความจำเพาะที่ชัดเจนต่อเพศและพันธุ์ [5] อาการที่พบได้บ่อยที่สุดคืออาการคันโดยไม่ขึ้นกับฤดูกาล [5]และมีความชุกของการเกิดร่วมกันของอาการระบบทางเดินอาหารที่หลากหลายอยู่ที่ร้อยละ 17-22 ของแมวที่เป็น CAFR [2] เมื่อเกิดร่วมกันจะพบว่าอาการของระบบทางเดินอาหารที่พบบ่อยในแมวที่มีภาวะภูมิแพ้อาหารคืออาเจียนตามมาด้วยท้องอืดและถ่ายเหลว[3]
การตอบสนองในอดีตต่อการรักษาทางยาสามารถมีได้หลากหลาย ในการศึกษาหนึ่งซึ่งทำในแมว 17 ตัวที่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็น CAFR พบว่าอย่างน้อยมีการตอบสนองบางส่วนต่อยาสเตียรอยด์ชนิดให้ทางระบบหรือทาภายนอก [6]แต่ในการศึกษาย้อนหลังซึ่งทำในแมวป่วย 48 ตัว พบว่ามีร้อยละ 61 ไม่ตอบสนองต่อยาสเตียรอยด์ชนิดให้ทางระบบ [7] ในการศึกษาชิ้นที่ 3 ซึ่งทำในแมวที่เป็น CAFR 10 ตัว พบว่าการฉีดสเตียรอยด์ชนิดออกฤทธิ์ยาวนานไม่เกิดผลใดๆจากการบอกเล่าของเจ้าของแมว[8]
การตรวจร่างกายอาจพบหนึ่งในรูปแบบของปฏิกิริยาภูมิแพ้ทางผิวหนังได้แก่ อาการคันโดยไม่พบรอยโรค ขนร่วงจากการแต่งขนมากเกินไป(รูป 1), ผิวหนังอักเสบมิลิเอริ (รูป 2) และรอยโรคที่เกี่ยวข้องกับอีโอซิโนฟิลได้แก่ indolent ulcer eosinophilic plaque และ eosinophilic granuloma (รูป 3 และ 4) [2] ส่วนของร่างกายที่มักพบรอยโรคได้แก่ ศีรษะ ใบหน้า หู ด้านใต้ลำตัว และเท้า[5], แต่อาการเหล่านี้ไม่ได้จำเพาะต่อ CAFR โดยมีโรคอื่นมากมายที่สามารถมีอาการได้คล้ายคลึงกัน(ตารางที่ 2) การตรวจร่างกายควรใช้หวีสางหมัดเพื่อหาหมัด เหา และไร Cheyletiella spp. ซึ่งการตรวจไม่พบหมัดหรือขี้หมัดไม่สามารถตัดปรสิตออกจากข้อสงสัยได้เพราะแมวมีการแต่งขนตลอดเวลาทำให้อาจไม่พบหลักฐานการมีอยู่ของหมัด
| การวินิจฉัยแยกแยะ | วิธีการวินิจฉัยที่แนะนำ |
|---|---|
| Flea allergy dermatitis (ผิวหนังอักเสบจากการแพ้น้ำลายหมัด) | การตรวจร่างกาย การใช้หวีสางหมัด การตอบสนองต่อการกำจัดปรสิตภายนอก การตรวจอุจจาระหาไข่พบาธิแบบลอยตัว พบพยาธิตัวตืด (Tapeworm) |
| Demodex gatoi (ขี้เรื้อนเปียก) | การขูดตรวจผิวหนัง การตอบสนองต่อการกำจัดปรสิตภายนอก การตรวจอุจจาระหาไข่พบาธิแบบลอยตัว |
| Cheyletiella spp. (ไรขนหรือไรผิวหนัง) | การตรวจร่างกาย การตรวจเซลล์ผิวหนัง การขูดตรวจผิวหนัง การใช้หวีสางหมัด การตรวจอุจจาระหาไข่พบาธิแบบลอยตัว |
| Otodectes cynotis or Notoedres cati (ไรในหู) | การตรวจร่างกาย การตรวจเซลล์ผิวหนังที่หูและผิวหนัง การขูดตรวจผิวหนัง |
| Dermatophytosis (เชื้อราที่ผิวหนัง) | การซักประวัติ การตรวจเส้นขน(trichogram) การตรวจเชื้อราด้วยWood’s lamp การเพาะเชื้อราด้วย DTM การตรวจเชื้อราด้วย PCR |
| Autoimmune diseases (โรคภูมิคุ้มกันแบบ pemphigus foliaceus) | การตรวจเซลล์ผิวหนัง การตรวจชิ้นเนื้อ(biopsy) การตรวจพยาธิวิทยาระดับเซลล์ |
| ความผิดปกติจากระบบฮอร์โมน เช่น ธัยรอยด์เป็นพิษ เบาหวาน และอื่น ๆ) | การซักประวัติ การตรวจเลือด การตรวจปัสสาวะ |
| Cutaneous adverse drug reaction (โรคผิวหนังที่เกิดจากการแพ้ยา) | การซักประวัติ การตรวจชิ้นเนื้อ(biopsy) การตรวจพยาธิวิทยาระดับเซลล์ |
| โรคจากเชื้อไวรัส (herpesvirus, papillomavirus, calicivirus, poxvirus, feline leukemia virus) | การตรวจชิ้นเนื้อ(biopsy) การตรวจพยาธิวิทยาระดับเซลล์, PCR, immunohistochemistry |
| Non-flea, non-food induced hypersensitivity dermatitis (NFNFIHD) | การซักประวัติ การตัดข้อสงสัยจากโรคอื่น ๆ ออก |
| Psychogenic alopecia (ภาวะขนร่วงที่เกิดจากอารมณ์) | การซักประวัติ การตัดข้อสงสัยจากโรคอื่น ๆ ออก การตอบสนองต่อการรักษา |
หลังจากทำการตัดความเป็นไปได้ของโรคอื่นออกแล้ว หากมีการวินิจฉัย CAFR ที่ง่ายต่อการตรวจ ไม่แพง และมีความแม่นยำสูงคงจะเป็นเรื่องที่ดีไม่น้อย อย่างไรก็ตามในปัจจุบันยังไม่มีการตรวจใดที่มีคุณสมบัติครบถ้วนดังกล่าว [10]แต่ได้มีการเสนอวิธีต่างๆในการวินิจฉัย CAFR
แม้ว่าการเก็บตัวอย่างชิ้นเนื้อผิวหนังตรวจจุลพยาธิวิทยาจะมีส่วนช่วยในการวินิจฉัยโรคผิวหนังต่างๆได้หลายโรคและช่วยในการตัดข้อสงสัยโรคอื่นที่ต้องทำการวินิจฉัยแยกแยะได้ แต่ไม่มีลักษณะทางจุลพยาธิที่วิทยาที่จำเพาะและใช้ยืนยัน CAFR การเก็บตัวอย่างชิ้นเนื้อของสัตว์ป่วยด้วย CAFR ไปตรวจจะพบ perivascular dermatitis ที่สังเกตได้จากการมีเซลล์อักเสบต่างๆเข้ามาแทรกได้แก่ ลิมโฟไซต์ อีโอซิโนฟิล mast cell นิวโทรฟิล และมาโครฟาจ อย่างไรก็ตามการเปลี่ยนแปลงนี้ไม่ได้จำเพาะต่ออ CAFR สามารถพบได้ในการแพ้ทุกกรณี ดังนั้นการเก็บตัวอย่างชิ้นเนื้อของสัตว์ที่ป่วยด้วย CAFR แพ้น้ำลายหมัด และ non-flea non-food induced hypersensitivity dermatitis(NFNFIHD) ไปตรวจจะพบการเปลี่ยนแปลงที่เหมือนกัน การเก็บตัวอย่างชิ้นเนื้อไปตรวจเพียงอย่างเดียวไม่สามารถบอกสาเหตุของการแพ้ได้และในขณะเดียวกันการเก็บตัวอย่างลำไส้เล็กของสัตว์ป่วยที่มีอาการของระบบทางเดินอาหารร่วมด้วยสามารถบอกความผิดปกติทางพยาธิวิทยาได้แต่ไม่สามารถวินิจฉัยสาเหตุของโรคได้เช่นกัน ทำให้ไม่สามารถแยกสัตว์ที่แพ้อาหารออกจากแพ้สิ่งอื่น [10]
การศึกษาพบว่าการวิเคราะห์ตัวอย่างเส้นชนและน้ำลายไม่สามารถทำซ้ำได้เพราะตัวอย่างที่ทำซ้ำในสัตว์ตัวเดียวกันให้ผลที่แตกต่างกัน [13] นอกจากนี้การทดสอบยังไม่สามารถแยกระหว่างสุนัขที่มีอาการแพ้หรือไม่มีอาการแพ้ได้ รวมถึงไม่สามารถแยกตัวอย่างจากสิ่งไม่มีชีวิต(เส้นขนตุ๊กตา)กับสิ่งมีชีวิตได้ [13] การศึกษาไม่นานนี้ได้ทำการประเมินความจำเพาะ ความไว และค่าทำนายเชิงบวกเชิงลบของการวิเคราะห์ขนและน้ำลายพบว่าต่ำเกินกว่าที่จะแนะนำให้ใช้ในการวินิจฉัย CAFR ได้ [2]
วิธีการเดียวที่พบว่ามีความน่าเชื่อถือมากพอที่จะใช้ในการวินิจฉัยภาวะภูมิแพ้อาหารคือการทดสอบอาหาร (elimination diet trial) [10]. ทฤษฎีที่ใช้คือหากนำสารที่ก่อให้เกิดการแพ้ออกจากอาหารที่สัตว์กินจะต้องทำให้อาการโดยรวมดีขึ้น ความท้าทายของวิธีนี้คือการหาสารก่อภูมิแพ้ที่กระตุ้นให้สัตว์เกิดอาการแพ้ให้พบ จากการทดลองกระตุ้นให้เกิดการแพ้มากมายพบว่าส่วนประกอบที่มีโอกาสก่อให้เกิดภาวะภูมิแพ้อาหารในแมวได้แก่เนื้อวัว ปลา และไก่ [2] และการทดสอบอาหารควรเลือกใช้อาหารที่ปราศจากวัตถุดิบดังกล่าว
การยืนยันภาวะภูมิแพ้อาหารนั้นเป็นกระบวนการหลายขั้นตอน (แผนภาพ 1) เริ่มจากแมวจำเป็นต้องกินอาหารทดสอบเป็นระยะเวลาหนึ่งและมีอาการที่ดีขึ้น การสำรวจงานวิจัยที่ตีพิมพ์ไม่นานนี้หลายฉบับสรุปได้ว่าร้อยละ 90 ของแมวที่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็น CAFR จะมีอาการทางคลินิกที่ดีขึ้นใน 8 สัปดาห์ส่งผลให้คำแนะนำในการทดสอบอาหารปัจจุบันควรใช้เวลาอย่างน้อย 8 สัปดาห์เพื่อให้เกิดโอกาสที่จะวินิจฉัยได้ถูกต้องมากที่สุด [14] การยืนยันว่าอาหารเป็นสาเหตุที่ทำให้อาการของสัตว์ดีขึ้นนั้นต้องทำการ “ท้าทาย”โดยการเติมอาหารเดิมที่สัตว์เคยกินลงไปในอาหารที่ใช้ทดสอบ แมวที่มีภาวะภูมิแพ้อาหารส่วนมากจะมีอาการที่แย่ลงใน 2-3 วัน แต่มีรายงานว่าบางตัวอาจใช้เวลาถึง 14 วัน [6] แมวบางตัวอาจมีอาการที่ดีขึ้นเมื่อเปลี่ยนมาให้อาหารทดสอบในครั้งแรก แต่หลังจากการเติมอาหารเก่าลงไปแล้วไม่กลับมามีอาการอีกอาจเป็นผลจากการรักษาอื่นๆที่ได้ทำร่วมกับการทดสอบอาหารเช่นการกำจัดหมัด การรักษาการติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อน การได้รับโปรตีนและไขมันที่คุณภาพดีขึ้นจากอาหารที่ใช้ทดสอบ หรือแม้แต่การเปลี่ยนฤดูกาล [2]หากอาการของแมวแย่ลงหลังได้รับอาหารที่เคยกิน ให้ทำการเปลี่ยนมาใช้อาหารทดสอบเพียงอย่างเดียวอีกครั้งถ้าแมวมีอาการที่ดีขึ้นถือเป็นการวินิจฉัยยืนยัน CAFR ได้ ในการระบุสารก่อภูมิแพ้ที่แน่นอนอาจทดลองเติมส่วนผสมของอาหารทีละชนิดทุกสัปดาห์หรือทุกสองสัปดาห์เพื่อสังเกตว่าแมวมีอาการแย่ลงหรือไม่
อาหารที่เป็นตัวเลือกนำมาใช้ทดสอบอาหารมีสามชนิดด้วยกัน อาหารปรุงเองที่บ้านโดยเลือกแหล่งโปรตีนและคาร์โบไฮเดรตที่แมวไม่เคยกิน อาหารสำเร็จรูปที่มีแหล่งโปรตีนที่แมวไม่เคยกิน และอาหารสำเร็จรูปที่มีไฮโดรไลซ์โปรตีน
ตัวเลือกที่เป็นอาหารปรุงเองที่บ้านสร้างโอกาสในการตัดส่วนประกอบที่น่าสงสัยได้เช่นแป้งข้าวโพดและผลิตภัณฑ์ที่เป็นผลพลอยได้ [1] ถึงแม้ว่าจะมีการศึกษาย้อนหลังจำนวนไม่มากรายงานว่าอาหารชนิดนี้มีความไวสูงในการวินิจฉัย CAFR ในแมว [6] แต่จำเป็นต้องมีการซักประวัติการกินอาหารอย่างละเอียดเพื่อให้มั่นใจได้ว่าแหล่งโปรตีนและคาร์โบไฮเดรตมาจากแหล่งที่แมวไม่เคยได้รับจริง อาหารปรุงเองที่บ้านยังต้องการการลงแรงและการปรึกษากับสัตวแพทย์ที่มีความเชี่ยวชาญด้านโภชนาการเพื่อให้มั่นใจได้ว่ามีความสมดุลทางโภชนาการและหลีกเลี่ยงผลเสียที่จะเกิดจากการที่ปริมาณสารอาหารไม่เหมาะสม ผลที่ตามมาคือสัตวแพทย์และเจ้าของอาจเลือกที่จะใช้อาหารรักษาโรคที่มีจำหน่ายในท้องตลาดเพื่อหลีกเลี่ยงความยุ่งยาก
อีกทางเลือกหนึ่งที่ดีคืออาหารสำเร็จรูปที่ทำจากแหล่งโปรตีนที่แมวไม่เคยกินซึ่งสะดวกแก่เจ้าของที่ไม่อยากปรุงอาหารให้แมว แต่สัตวแพทย์ยังคงต้องซักประวัติการกินอาหารของแมวอย่างละเอียดเพื่อหลีกเลี่ยงโปรตีนจากแหล่งที่แมวเคยได้รับ นอกจากนี้ยังต้องพิจารณาถึงแหล่งที่มาของอาหารอีกด้วย บางครั้งเจ้าของแมวอาจเลือกใช้อาหารทั่วไปที่ไม่ใช่อาหารรักษาโรคแต่มีการโฆษณาบนบรรจุภัณฑ์ว่า “มีการจำกัดส่วนผสม” หรือ “โปรตีนชนิดใหม่(novel protein)” โดยอาหารเหล่านี้ไม่ได้รับการทดสอบยืนยันความบริสุทธิ์ของอาหารและมักพบว่ามีส่วนประกอบที่ไม่ได้อยู่บนฉลากปะปนอยู่ [15] ส่วนผสมที่ระบุที่มาไม่ได้นั้นอาจทำให้สูญเสียผลดีจากการใช้โปรตีนที่แมวไม่เคยได้รับเพราะแมวอาจเกิดการแพ้ต่อสารปนเปื้อนเหล่านั้นได้ [15]. แม้แต่อาหารดิบก็มีข้อน่ากังวลเช่นเดียวกัน [16] ทำให้อาหารทั่วไปไม่เหมาะในการใช้ทดสอบอาหาร ในตอนนี้อาหารที่เหมาะสมในการใช้ทดสอบอาหารจึงเป็นอาหารรักษาโรคเท่านั้น
บางครั้งเจ้าของแมวอาจเลือกใช้อาหารทั่วไปที่ไม่ใช่อาหารรักษาโรคแต่มีการโฆษณาบนบรรจุภัณฑ์ว่า “มีการจำกัดส่วนผสม” หรือ “โปรตีนชนิดใหม่(Novel protein) โดยอาหารเหล่านี้ไม่ได้รับการทดสอบยืนยันความบริสุทธิ์ของอาหารและมักพบว่ามีส่วนประกอบที่ไม่ได้อยู่บนฉลากปะปนอยู่
ปัจจัยที่สร้างความยุ่งยากอีกประการหนึ่งคือมีรายงานมากมายที่กล่าวว่ามีการปฏิกิริยาการแพ้ข้ามกันระหว่างโปรตีนคนละชนิดได้ส่งผลให้การหาโปรตีนที่แมวไม่เคยได้รับจริงนั้นทำได้ยาก พบว่ามีสารก่อภูมิแพ้ที่พบได้ทั่วไปในสัตว์ปีก ดังนั้นการให้เนื้อเป็ดกับสัตว์ที่มีประวัติการกินไก่อาจไม่ใช่โปรตีนจากแหล่งที่ไม่เคยได้รับอย่างแท้จริง [17] นอกจากนี้ยังพบว่ามีการเหนี่ยวนำให้เกิดความไวต่อการแพ้ได้ระหว่างสายพันธุ์สัตว์เคี้ยวเอื้องด้วยกัน หมายความว่าสัตว์ที่เคยกินเนื้อวัวอาจไม่สามารถเลือกเนื้อแกะ เนื้อกวาง และเนื้อไบซันเป็นแหล่งโปรตีนที่ไม่เคยกินได้ [18]
จากเหตุผลข้างต้นทำให้สัตวแพทย์หลายคนเลือกใช้อาหารรักษาโรคที่ทำจากไฮโดรไลซ์โปรตีนซึ่งกระบวนการผลิตจะสร้างสายเปปไทด์ที่สั้นมากพอที่คาดว่าจะไม่เกิดการ cross-link ของ mast cell ที่ทำให้เกิดการแพ้ ขนาดของอาหารที่ก่อให้เกิดการแพ้ในคนจะอยู่ที่ 10-70 kDa [1] แต่ในสัตว์ยังไม่มีการกำหนดขนาดที่แน่นอน มีโอกาสที่สัตว์จะแสดงอาการแพ้ต่อโปรตีนต้นแบบหากไฮโดรไลซ์โปรตีนมีขนาดไม่เล็กพอ นอกจากนี้เปปไทด์ของอาหารแต่ละชนิดยังมีขนาดไม่เท่ากัน ในการศึกษาแบบ crossover ที่ทำในสุนัข 10 ตัวซึ่งได้รับการวินิจฉัยว่าแพ้ไก่โดยเปรียบเทียบอาหารที่มีโปรตีนไฮโดรไลซ์สองชนิดซึ่งมีแหล่งโปรตีนต้นแบบและกรรมวิธีในการไฮโดรไลซ์ต่างกัน(ขนไก่ที่ถูกไฮโดรไลซ์อย่างมากและตับไก่ที่ถูกไฮโดรไลซ์) เจ้าของสุนัขให้คะแนนอาการคันโดยพบว่าสุนัข 4 จาก 10 ตัวมีอาการคันมากขึ้นเมื่อกินอาหารที่ทำจากตับไก่ไฮโดรไลซ์แต่ไม่คันเมื่อกินอาหารที่ทำจากขนไก่ที่ถูกไฮโดรไลซ์อย่างมาก [19] จนถึงปัจจุบันยังไม่มีการศึกษาแบบเดียวกันในแมวเพราะหนึ่งในความยากคืออาหารเหล่านี้มักไม่มีความน่ากินสำหรับแมว ขนาดของเปปไทด์ที่เล็กยังเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิด hyper-osmotic diarrhea เมื่อกินอาหารอีกด้วย [20]
การศึกษาเมื่อไม่นานมานี้หลายกรณีได้ตั้งคำถามเกี่ยวกับประสิทธิภาพของไฮโดรไลซ์โปรตีนในการวินิจฉัย CAFR ได้อย่างแม่นยำในสุนัขและแมว รายงานที่อ้างอิงจากข้างต้น [6] พบว่าแมวร้อยละ 50 ในการศึกษาไม่สามารถวินิจฉัยโดยใช้อาหารที่ทำจากโปรตีนไฮโดรไลซ์ได้และจำเป็นต้องใช้อาหารปรุงเองในการวินิจฉัย CAFR ได้อย่างแม่นยำ แต่ว่าเป็นการศึกษาย้อนหลังขนาดเล็กและมีการใช้อาหารทดสอบที่หลากหลาย อีกการศึกษาหนึ่งทำการดูปฏิกิริยาของลิมโฟไซต์ของสุนัขที่เป็น CAFR ต่อโปรตีนที่หลงเหลืออยู่และเปปไทด์(> 1 kDa) ในอาหารที่มีไฮโดรไลซ์โปรตีนสองชนิดพบว่าโปรตีนที่หลงเหลืออยู่กระตุ้นให้เกิดการทำงานของลิมโฟไซต์ในสุนัขร้อยละ 30 [21]ถึงแม้ว่าจะเป็นการศึกษาในห้องทดลอง(in vitro) แต่ยังไม่สามารถบอกได้ว่ามีนัยยะสำคัญทางคลินิกหรือไม่ อย่างไรก็ตามเมื่อพิจารณาจากโปรตีนชนิดใหม่ที่แมวไม่เคยได้รับซึ่งมีจำกัด โอกาสในการเกิดปฏิกิริยาการแพ้ข้ามกันของแหล่งโปรตีน และความยากในการพัฒนาสูตรรวมถึงการปรุงอาหารเองที่บ้านทำให้อาหารที่ทำจากไฮโดรไลซ์โปรตีนยังคงเป็นตัวเลือกที่ดีในการทดสอบอาหาร
ความท้าทายหนึ่งของการทดสอบอาหารคือการที่ต้องอาศัยเจ้าของสัตว์เพื่อให้ทำได้อย่างสมบูรณ์ แบบสอบถามที่ตอบโดยเจ้าของสัตว์พบว่าเกือบร้อยละ 60 ไม่ได้ให้อาหารสำหรับทดสอบอาหารอย่างเคร่งครัดด้วยเหตุผลหลากหลายเช่นวิธีการใช้ชีวิต ราคา หรือความสามารถในการป้อนยา [22] นอกจากนี้พบว่าเจ้าของสัตว์จะให้ความร่วมมือในการทดสอบอาหารมากขึ้นหากสัตวแพทย์ได้ให้ความรู้เกี่ยวกับอาการและ CFAR ซึ่งเป็นการตอกย้ำความสำคัญของการสื่อสารและการให้ความรู้แก่เจ้าของสัตว์ในกรณีของการทดสอบอาหาร
การเฟ้นหาอาหารที่ใช้ในการทดสอบซึ่งแมวยอมกินนั้นอาจาเป็นปัญหาด้วยตัวเอง สัตวแพทย์อาจต้องติดตามเจ้าของอย่างใกล้ชิดในช่วงทดสอบอาหารและเน้นย้ำให้เจ้าของเฝ้าดูพฤติกรรมการกกินของสัตว์เลี้ยงเพราะแมวที่ไม่กินอาหารอาจเกิดปัญหาเช่น hepatic lipidosis ได้[2] อาจต้องใช้ความพยายามอย่างมากในการหาอาหารที่แมวยอมกิน บ้านที่เลี้ยงแมวหลายตัวอาจทำให้การให้อาหารเพื่อการทดสอบแก่แมวเพียงตัวเดียวมีความยากเพิ่มขึ้น อาหารรักษาโรคที่มีวางจำหน่ายนั้นมีสารอาหารที่สมดุลและสามารถให้แมวโตเต็มวัยที่ปกติกินได้ ดังนั้นวิธีที่เหมาะสมคือให้แมวทุกตัวในบ้านกินอาหารเหมือนกัน หากเจ้าของสัตว์ต้องการประหยัดค่าใช้จ่ายของอาหารรักษาโรคและให้เพียงแมวที่มีปัญหากินอาหารนั้นอาจต้องทำการแยกเลี้ยงหรือใช้เครื่องให้อาหารชนิดอ่านไมโครชิปซึ่งจะทำงานกับสัตว์เฉพาะบางตัว
DVM, MPH
สหรัฐอเมริกา
Dr.Hoff สำเร็จการศึกษามหาบัณฑิตด้านการสาธารณสุขและระบาดวิทยาก่อนเข้าศึกษาต่อที่คณะสัตวแพทยศาสตร์ University of Missouri หลังสำเร็จการศึกษาเธอใช้เวลา 3 ปีในการทำงานในฐานะสัตวแพทย์ในการรักษาโรคทั่วไป ก่อนที่จะตัดสินใจศึกษาเฉพาะทางโรคผิวหนัง ปัจจุบัน เธอเป็นสัตวพทย์ประจำคลินิกผิวหนังที่ Iowa State University
DVM, Dip. ACVD
สหรัฐอเมริกา
Dr.Berger ได้สำเร็จการศึกษาทางสัตวแพทย์ในปี 2007 ณ Iowa State University และทำงานในฐานะสัตวแพทย์สำหรับสัตว์เลี้ยงเป็นเวลาหลายปีก่อนผันตัวสู่วงการการศึกษา ปัจจุบัน เขาเป็นผู้ช่วยศาสตราจารย์ของคลินิกผิวหนัง คณะสัตวแพทยศาสตร์, Iowa State University และมีงานวิจัยในเรื่องการศึกษาผลทางเภสัชวิทยาในคลินิก และการจัดการกลุ่มความผิดปกติจากการตอบสนองมากเกินไปของโรคภูมิแพ้
โรคผิวหนังที่เกิดจากภาวะภูมิแพ้อาหารในแมวไม่สามารถแยกจากภาวะภูมิแพ้ชนิดอื่นด้วยอาการและรอยโรคได้
อาการคันที่ไม่ขึ้นกับฤดูกาลเป็นอาการแสดงออกที่พบได้บ่อยที่สุดในกรณีภูมิแพ้อาหาร
ภูมิแพ้อาหารสามารถวินิจฉัยอย่างแม่นยำได้ด้วยการทดสอบอาหาร อาจใช้อาหารปรุงเองที่บ้าน อาหารรักษาโรคที่มีแหล่งโปรตีนที่แมวไม่เคยได้รับ หรืออาหารทำจากไฮโดรไลซ์โปรตีนเป็นเวลาอย่างน้อย 8 สัปดาห์
การให้ความรู้เจ้าของสัตว์ป่วยจะช่วยเพิ่มความมีวินัยให้การทดสอบภูมิแพ้อาหารและเป็นกุญแจสำคัญสู่ความสำเร็จในการวินิจฉัยและการรักษา