อาหารสัตว์ปราศจากธัญพืช (Grain-free) – ดีจริงหรือไม่?
Written by Maryanne Murphy and Angela Witzel Rollins
กระแสความนิยมและความเชื่อมีการเปลี่ยนแปลงได้ในทุกเส้นทางของชีวิต เช่นเดียวกันกับด้านโภชนาการของสุนัขและแมว ซึ่งแนวคิดล่าสุดที่กำลังได้รับความนิยมคือ การให้อาหารที่ปราศจากธัญพืชโดยสิ้นเชิง แนวคิดนี้หมายถึงอะไรในทางปฏิบัติ และมีหลักฐานหรือเหตุผลใดที่รองรับแนวคิดนี้หรือไม่ Maryanne Murphy และ Angela Rollins ได้อธิบายเบื้องหลังของเรื่องนี้ไว้
Article
ประเด็นสำคัญ
เจ้าของสัตว์เลี้ยงบางรายอาจบอกว่าต้องการให้อาหารสูตร “ปลอดธัญพืช” แต่ในความเป็นจริงแล้ว พวกเขากำลังมองหาทางออกเพื่อหลีกเลี่ยงเพียงแค่กลูเตน หรือธัญพืชบางชนิดเท่านั้นในอาหารของสัตว์เลี้ยง
สุนัขและแมวมีความต้องการเฉพาะในเรื่องของสัดส่วนของโปรตีน ไขมัน และคาร์โบไฮเดรตแตกต่างกันอย่างชัดเจน
ในการทดสอบการแพ้อาหาร จำเป็นต้องมีการให้อาหารที่มีส่วนประกอบที่สงสัยอย่างเฉพาะเจาะจง เพื่อระบุว่าอาหารนั้นเกิดปฏิกิริยาต่อสารก่อภูมิแพ้อาหารจริงหรือไม่ หากการทดสอบไม่สำเร็จ อาจทำให้มีการจำกัดตัวเลือกอาหารโดยไม่จำเป็น
แม้ว่าแมวและสุนัขสามารถดำรงชีวิตได้ดีด้วยอาหารสูตรปลอดธัญพืช แต่อาหารประเภทนี้ไม่ได้หมายความว่าจะปราศจากคาร์โบไฮเดรตโดยสิ้นเชิง อีกทั้งยังไม่มีข้อมูลที่ยืนยันว่าอาหารสูตรปลอดธัญพืชให้ผลลัพธ์ที่ดีกว่าอาหารที่มีส่วนประกอบของธัญพืช
บทนำ
คำว่า “ธัญพืช” (grain) โดยทั่วไป หมายถึงเมล็ดแห้งที่เก็บเกี่ยวจากพืชดอก ซึ่งอาจเป็นพืชใบเลี้ยงเดี่ยว หรือพืชใบเลี้ยงคู่ ธัญพืชเหล่านี้สามารถจำแนกเพิ่มเติมได้เป็น กลุ่มธัญพืชหลัก, ธัญพืชรอง, และกลุ่มพืชคล้ายธัญพืชที่ไม่ใช่หญ้า (ภาพที่ 1) ตัวอย่างของธัญพืชที่ใช้ในอาหาร และการจำแนกประเภท แสดงไว้ใน Box 1 กลูเตน (gluten) ซึ่งเป็นส่วนผสมของโปรตีนกลูเตนิน (glutenins) และไกลอะดิน (gliadins) จะพบเฉพาะในพืชจำพวกข้าวสาลี ข้าวบาร์เลย์ ข้าวไรย์ และทริทิเคลเท่านั้น ส่วนข้าวโอ๊ตแม้โดยธรรมชาติจะปราศจากกลูเตน แต่ก็อาจปนเปื้อนกลูเตนจากข้าวสาลีในระหว่างกระบวนการเก็บเกี่ยวหรือแปรรูปได้เช่นกัน¹
¹ กากกลูเตนข้าวโพด (Corn gluten meal หรือ CGM) เป็นผลพลอยได้จากกระบวนการแปรรูปข้าวโพด ซึ่งมีการนำมาใช้เป็นส่วนประกอบในอาหารสัตว์ในบางประเทศ อย่างไรก็ตาม คำเรียกนี้อาจทำให้เกิดความเข้าใจผิด เพราะข้าวโพดไม่มีทั้งโปรตีนกลูเตนิน (glutenin) หรือไกลอะดิน (gliadin) อยู่เลย
| ธัญพืชหลัก (Cereals) | ธัญพืชรอง (Minor cereals) | กลุ่มพืชคล้ายธัญพืชที่ไม่ใช่หญ้า (Pseudocereals) |
|---|---|---|
| ข้าวโพด (Corn/maize) | ข้าวบาร์เลย์ (Barley) | อมาแรนธ์ (Amaranth) |
| ข้าวเจ้า (Rice) |
ลูกเดือย (Job’s tears) | บัควีท (Buckwheat) |
| ข้าวสาลี (Wheat*) | ข้าวฟ่าง Millet | เจีย (Chia) |
| ข้าวโอ๊ต (Oats) |
คานิวา (Kaniwa) |
|
| ข้าวไรย์ (Rye) |
ควินัว (Quinoa) |
|
| ซอร์กัม/ไมโล (Sorghum/milo) | ||
| เทฟฟ์ (Teff) | ||
| ทริทิเคล Triticale (rye/wheat hybrid) |
Box 1. ตัวอย่างของธัญพืชที่ใช้ในอาหาร แบ่งตามประเภท * พันธุ์หรือรูปแบบต่าง ๆ ของข้าวสาลี ได้แก่ บัลเกอร์ (bulgur), ข้าวสาลีขนมปัง (common wheat), ข้าวสาลีดูรัม (durum wheat), ไอน์คอร์น (Einkorn), เอมเมอร์/ฟาร์โร (emmer/farro), ฟรีเคห์ (freekeh), โคราซาน (Khorasan), เซโมลินา (semolina) และ สเปลท์ (spelt)
ในช่วงหลังมานี้ อาหารสูตรปลอดธัญพืชสำหรับแมวและสุนัขได้รับความนิยมเพิ่มมากขึ้น โดยในปี 2015 อาหารประเภทนี้มีสัดส่วนถึง 29% ของยอดขายในตลาด “ผลิตภัณฑ์สัตว์เลี้ยงเฉพาะทาง” ของสหรัฐอเมริกา [2] และคิดเป็น 19% ของยอดซื้ออาหารสุนัข และ 15% ของยอดซื้ออาหารแมวในปี 2016 [3] ค่านิยมการให้อาหารลักษณะนี้มีด้วยกันหลายสาเหตุ เช่น ความต้องการที่จะให้อาหารที่ใกล้เคียงกับอาหารธรรมชาติตามสัตว์ในอดีต หลีกเลี่ยงการเปลี่ยนแปลงของระดับน้ำตาลในเลือดที่เกิดจากอาหารที่มีคาร์โบไฮเดรตสูง ปรับปรุงคุณภาพและการย่อยของอาหารโดยรวม และเพื่อหลีกเลี่ยงการแพ้อาหาร บทความนี้จะมาทบทวนข้อมูลที่เกี่ยวกับการบริโภคธัญพืชในแมวและสุนัขในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับประเด็นข้างต้น
อาหารตามธรรมชาติของบรรพบุรุษ (Biological Ancestral Diets)
อาหารตามธรรมชาติของบรรพบุรุษ หมายถึงรูปแบบของอาหารที่สัตว์ชนิดนั้น ๆ จะเลือกกินหากอาศัยอยู่ตามธรรมชาติในป่า สำหรับสุนัขเลี้ยง แนวคิดนี้มักนำไปสู่ความต้องการที่จะให้อาหารเช่นเดียวกับที่หมาป่ากิน ในขณะที่แมวบ้านถูกเปรียบเทียบกับแมวป่าที่เป็นบรรพบุรุษโดยตรงในช่วงฤดูหนาว หมาป่าสีเทา (gray wolf) มักจะล่าและกินสัตว์กีบขนาดใหญ่ทุก ๆ 2–3 วัน แม้ว่าพวกมันมักจะเผชิญกับความผันผวนของปริมาณอาหารก็ตาม [4] หลังจากล่าเหยื่อได้แล้ว ฝูงหมาป่าจะกินเครื่องในทันที ตามด้วยกล้ามเนื้อโครงร่างขนาดใหญ่ ภายในเวลา 48 ชั่วโมงต่อมา พวกมันจะกินกระดูก เส้นเอ็น กระดูกอ่อน และหนัง แต่จะเหลือกระเพาะหมัก (rumen) และกระดูกแข็งที่ไม่สามารถบดเคี้ยวได้ ในช่วงฤดูร้อน อาหารของพวกมันจะหลากหลายมากขึ้น เช่น สัตว์ฟันแทะ นก สัตว์ไม่มีกระดูกสันหลัง และพืช ปริมาณสารอาหารหลักโดยทั่วไปที่หมาป่าได้รับคือ จากโปรตีน 54% ของพลังงานที่ใช้ประโยชน์ได้ (Metabolizable Energy: ME), ไขมัน 45% ME และคาร์โบไฮเดรต 1% ME [4] ในขณะที่สุนัขบ้านมีความชอบอาหารเม็ดหรืออาหารกระป๋องที่มีพลังงานจากโปรตีน 30% ME, ไขมัน 63% ME และคาร์โบไฮเดรต 7% ME (Box 2) [5]
งานวิจัยชี้ให้เห็นว่ายีนที่มีบทบาทสำคัญต่อกระบวนการย่อยแป้งเป็นเป้าหมายของการคัดเลือกตามธรรมชาติในช่วงที่สุนัขถูกปรับเปลี่ยนพันธุกรรมให้เป็นสัตว์เลี้ยง ขณะที่ในแมว การคัดเลือกจากความเชื่องกลับเป็นแรงผลักดันหลักที่เปลี่ยนแปลงจีโนมของแมวบ้านในระยะแรกเริ่ม.
อาหารเม็ดสูตรปลอดธัญพืชสำหรับแมวมีคาร์โบไฮเดรตน้อยกว่าอาหารที่มีธัญพืช (22.4 ± 5.6% ME เทียบกับ 30.1 ± 7.7% ME; คำนวณโดยใช้ปัจจัยพลังงาน 3.5 Kcal/g; P <0.001) [8] ขณะนี้ยังไม่มีข้อมูลที่คล้ายคลึงกันสำหรับอาหารสุนัข
นอกเหนือจากการให้อาหารที่มีสัดส่วนเลียนแบบสารอาหารหลักที่สัตว์แต่ละชนิดเลือกกินตามธรรมชาติแล้ว ผู้สนับสนุนอาหารสูตรปลอดธัญพืชยังแย้งว่าแมวและสุนัขเลี้ยงต้องการอาหารประเภทนี้เนื่องจากพวกมันที่เป็นสัตว์กินเนื้อโดยธรรมชาติ หมาป่าถูกจัดประเภทเป็นสัตว์กินเนื้อทั่วไป (generalist carnivores) เนื่องจากมีความสามารถในการกินอาหารได้หลากหลายชนิด แต่โดยทั่วไปแล้วจะกินเหยื่อเป็นหลัก ฟันเขี้ยวและฟันตัดของพวกมันใช้สำหรับจับเหยื่อ เฉือนหนังและกล้ามเนื้อ รวมถึงช่วยยึดจับและคาบเหยื่อเอาไว้ ในขณะที่ฟันคาร์นาสเซียล (carnassial) (ฟันกรามคู่ที่สี่ของฟันบนและฟันกรามแรกของฟันล่าง) มีขอบตัดสองขอบที่ใช้ในการตัดและเฉือนอาหารด้วยการลับคมกันเอง ส่วนด้านหลังของฟันคาร์นาสเซียลล่างและฟันกรามแรกของฟันบนทำหน้าที่ในการบดเคี้ยวอาหาร ลักษณะของฟันของสุนัขมีความคล้ายคลึงกันมาก และในขณะที่บางคนพิจารณาว่าพวกมันเป็นสัตว์กินเนื้อ แต่สภาวิจัยแห่งชาติ (National Research Council) ได้จัดพวกมันให้อยู่ในกลุ่มสัตว์กินทั้งพืชและสัตว์ (omnivores) [9] ข้อมูลจากการถอดรหัสพันธุกรรมจีโนมทั้งชุดสนับสนุนการจัดประเภทนี้ โดยรายงานว่ามียีนสามชนิดที่มีบทบาทสำคัญในกระบวนการย่อยแป้ง (AMY2B, MGAM และ SGLT1) ซึ่งเป็นเป้าหมายของการคัดเลือกในระหว่างกระบวนการทำให้สุนัขเป็นสัตว์เลี้ยง [10] หลังจากการทำให้สุนัขเป็นสัตว์เลี้ยง การคัดเลือกยังคงมีผลกระทบต่อจำนวนสำเนาของยีน AMY2B ในสุนัขแต่ละสายพันธุ์ ซึ่งขึ้นอยู่กับระดับการบริโภคแป้งตามปกติของพวกมัน [11]
| หมาป่า | หมาบ้าน | แมวป่า |
แมวบ้าน | |
|---|---|---|---|---|
| โปรตีน | 54 |
30 |
52 | 52 |
| ไขมัน | 45 |
63 |
46 |
36 |
| คาร์โบไฮเดรต | 1 |
7 |
2 | 12 |
อย่างไรก็ตาม แมวจัดอยู่ในกลุ่มสัตว์กินเนื้อโดยสมบูรณ์ (obligate carnivores) ซึ่งจำเป็นต้องได้รับสารอาหารจำเป็นหลายชนิดจากอาหารที่มีเนื้อสัตว์เป็นหลัก [6] การศึกษาหนึ่งที่ประเมินแมวบ้าน (Felis catus) พบว่ายีนที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการทางระบบประสาท เช่น พฤติกรรมและการรับรู้บริบทที่เกี่ยวข้องกับรางวัล มีความแตกต่างจากยีนในแมวป่า (Felis silvestris silvestris และ Felis silvestris lybica) ซึ่งแสดงให้เห็นว่าการคัดเลือกตามพฤติกรรมเชื่อง เป็นแรงผลักดันหลักที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในจีโนมของแมวบ้าน [12] ผู้วิจัยเสนอว่า ผลของการทำให้แมวเป็นสัตว์เลี้ยงมีผลต่อพันธุกรรมไม่มากนัก เนื่องจากการแยกสายพันธุ์จากแมวป่ายังค่อนข้างใหม่ มีการผสมพันธุ์กับแมวป่าอย่างต่อเนื่อง ระยะเวลาที่แมวอาศัยอยู่ร่วมกับมนุษย์ที่ค่อนข้างสั้น และยังไม่มีความแตกต่างที่ชัดเจนในด้านลักษณะทางกายภาพหรือพฤติกรรมเมื่อเปรียบเทียบกับแมวป่า กล่าวโดยสรุป ปัจจุบันยังไม่มีหลักฐานทางพันธุกรรมที่แสดงถึงความแตกต่างในลักษณะทางโภชนาการระหว่างแมวบ้านกับแมวป่า แม้ว่าแมวบ้านและแมวป่าที่อาศัยอย่างอิสระจะมีความแตกต่างเล็กน้อยในความชอบของสัดส่วนสารอาหารหลัก ดังที่กล่าวไว้ข้างต้น
คาร์โบไฮเดรต ระดับน้ำตาลในเลือด และความสามารถในการย่อยของอาหาร
อีกหนึ่งเหตุผลที่เจ้าของสัตว์เลี้ยงบางรายนิยมเลือกให้อาหารสูตรปลอดธัญพืช คือจำกัดปริมาณคาร์โบไฮเดรตในอาหาร และลดความผันผวนของระดับน้ำตาลในเลือดที่อาจเกิดตามมา แม้ว่าสุนัขจะไม่มีเอนไซม์อะไมเลสในน้ำลาย ซึ่งเป็นเอนไซม์ที่เริ่มต้นการย่อยคาร์โบไฮเดรตให้เป็นโอลิโกแซ็กคาไรด์ แต่สุนัขยังคงมีเอนไซม์ย่อยและเผาผลาญคาร์โบไฮเดรตที่คล้ายกับสัตว์ที่กินทั้งพืชและสัตว์ เช่น มนุษย์ ในทางตรงกันข้าม แมวมีความแตกต่างมากมายในความสามารถในการย่อย ดูดซึม และเผาผลาญแป้งและน้ำตาล รายละเอียดของการปรับตัวทางการเผาผลาญเหล่านี้อยู่นอกเหนือขอบเขตของบทความนี้ แต่อาจศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมได้ [13] แม้ว่าแมวจะมีจำนวนและชนิดของเอนไซม์ที่ใช้ย่อยคาร์โบไฮเดรตน้อยกว่า แต่แมวยังคงสามารถย่อยและใช้ประโยชน์จากคาร์โบไฮเดรตได้อย่างมีประสิทธิภาพ การศึกษาที่มีการประเมินแหล่งคาร์โบไฮเดรต 6 ชนิด พบว่าแมวมีค่าความสามารถในการย่อยแป้งใกล้เคียงกับหนูและสุนัข [14] อย่างไรก็ตาม แม้แมวจะสามารถย่อยคาร์โบไฮเดรตได้ดี แต่ก็ยังคงมีการถกเถียงกันอย่างต่อเนื่องเกี่ยวกับผลกระทบในระยะยาวของอาหารที่มีคาร์โบไฮเดรตสูงต่อความเสี่ยงในการเกิดโรคอ้วนและเบาหวานในแมว ปัจจุบันยังไม่มีหลักฐานที่แสดงว่า ปริมาณคาร์โบไฮเดรตในอาหารส่งผลโดยตรงต่อความเสี่ยงหรือการเกิดโรคอ้วนในแมว ในทางตรงกันข้าม มีการศึกษาพบว่า แมวที่ได้รับอาหารที่มีไขมันสูงหรือโปรตีนสูงมากกว่าคาร์โบไฮเดรต จะมีแนวโน้มเพิ่มมวลไขมันในร่างกายและบริโภคพลังงานมากกว่า [15] อย่างไรก็ตาม อย่างไรก็ตาม บางการศึกษาชี้ให้เห็นว่าการให้อาหารที่มีคาร์โบไฮเดรตต่ำสามารถช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้ดีกว่าในแมวที่เป็นเบาหวาน [16] และสามารถลดระดับอินซูลินและน้ำตาลในเลือดหลังอาหารในแมวที่มีสุขภาพดีได้ [15] อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีข้อสรุปแน่ชัดว่า การให้อาหารที่มีคาร์โบไฮเดรตสูงในระยะยาวจะส่งผลต่อการเกิดโรคเบาหวานในแมวหรือไม่เมื่อพิจารณาถึงผลของคาร์โบไฮเดรตต่อระดับน้ำตาลในเลือด ควรคำนึงถึงชนิดของคาร์โบไฮเดรตที่อยู่ในอาหารด้วยเช่นกัน แหล่งคาร์โบไฮเดรตที่มีใยอาหารในปริมาณสูง (เช่น แป้งที่ย่อยยาก) และมีโปรตีนสูง มักจะมีการตอบสนองต่อระดับน้ำตาลในเลือดต่ำกว่า [14], [17] ตัวอย่างเช่น ข้าวโพดและปลายข้าว มีแนวโน้มที่จะกระตุ้นการตอบสนองของกลูโคสและอินซูลินในแมวได้สูงกว่าเมื่อเทียบกับส่วนผสมอย่างถั่วลันเตาและถั่วเลนทิล [14] ดังนั้น แม้ว่าอาหารจะมีปริมาณคาร์โบไฮเดรตใกล้เคียงกัน แต่ชนิดของวัตถุดิบก็อาจมีผลต่อการเผาผลาญที่แตกต่างกันได้
Food allergies
เจ้าของสัตว์เลี้ยงอาจเลือกให้อาหารสูตรปลอดธัญพืชกับสัตว์เลี้ยงของตนเพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาภูมิแพ้อาหาร คำว่า “ภูมิแพ้อาหาร” หมายถึง การตอบสนองของระบบภูมิคุ้มกันต่อโปรตีนในอาหาร หรือความไม่ทนต่ออาหารที่เกี่ยวข้องกับปฏิกิริยาภูมิคุ้มกันที่ไวเกิน ซึ่งสามารถเกิดซ้ำได้เมื่อให้อาหารชนิดเดิมอีกครั้ง [18] ภูมิแพ้อาหารอาจเกิดขึ้นทันที (IgE-mediated) เกิดขึ้นช้า (non-IgE-mediated) หรือเกิดร่วมกันทั้งสองแบบ [18] ในคนเรา สารก่อภูมิแพ้ในอาหารคือไกลโคโปรตีนที่ละลายน้ำได้ ซึ่งมีขนาดโมเลกุลตั้งแต่ 10-70 กิโลดาลตัน และแบ่งออกเป็นสารก่อแพ้หลัก ประเภท 1 และ/หรือสารก่อแพ้ประเภท 2 ที่มีปฏิกิริยาข้ามกลุ่ม [18] มีความเสี่ยงที่สามารถก่อให้เกิดการแพ้ข้ามระหว่างอาหารในกลุ่มเดียวกัน ยกตัวอย่างเช่น ในคนมีความเสี่ยงถึง 75% ที่จะเกิดการแพ้ข้ามระหว่างสัตว์ทะเลเปลือกแข็ง ในขณะที่พืชตระกูลถั่วมีความเสี่ยงประมาณ 5% และธัญพืชมีความเสี่ยงอยู่ที่ประมาณ 25% [18] ประเภทของปฏิกิริยาข้ามกลุ่มยังไม่ได้รับการยืนยันในแมวและสุนัข แม้ว่าจะไม่ปรากฏว่ามีปฏิกิริยาข้ามกลุ่มระหว่างเนื้อวัวและผลิตภัณฑ์นม หรือถั่วเหลืองและข้าวสาลีในสุนัข แต่อาจมีปฏิกิริยาระหว่างไก่และไข่ [19] ดังนั้น การทดสอบอาหารด้วยวิัตถุดิบที่เฉพาะเจาะจงเพื่อดูปฏิกิริยาจึงเป็นสิ่งสำคัญในการระบุอาหารที่ก่อให้เกิดภูมิแพ้จริง โดยการหลีกเลี่ยงอาหารทั้งกลุ่มโดยไม่ผ่านการทดสอบอาจเป็นการจำกัดทางเลือกอาหารโดยไม่จำเป็น
ในทางตรงข้ามกับภาวะภูมิแพ้อาหาร การแพ้อาหารแบบทั่วไปจะเกี่ยวข้องกับการตอบสนองที่ไม่ใช่ระบบภูมิคุ้มกันต่ออาหาร ซึ่งสามารถเกิดขึ้นซ้ำได้เมื่อมีการได้รับสารก่ออาการในอาหาร [18]
ตัวอย่างที่เห็นได้ทั่วไป คือการแพ้แลคโตส ซึ่งเกิดจากการที่ร่างกายขาดเอนไซม์แลคเตส ทำให้ไม่สามารถย่อยอาหารที่มีแลคโตสได้อย่างเหมาะสม ส่งผลให้เกิดอาการทางระบบทางเดินอาหาร
สิ่งสำคัญคือ ต้องตระหนักว่าการแยกความแตกต่างระหว่างอาการแพ้อาหารแท้กับภาวะไม่ทนต่ออาหารนั้นเป็นเรื่องที่ท้าทายในการวินิจฉัยในสัตว์เลี้ยง และอาจเหมาะสมกว่าหากใช้คำว่า “ปฏิกิริยาทางอาหารที่ไม่พึงประสงค์” หรือ Adverse Food Reaction (AFR) ในสุนัข ส่วนผสมของอาหารที่รายงานว่ามีความเกี่ยวข้องกับปฏิกิริยาทางอาหารที่ไม่พึงประสงค์ (AFR) มากที่สุด ได้แก่ เนื้อวัว ผลิตภัณฑ์จากนม สัตว์ปีก ข้าวสาลี และไข่ (ภาพที่ 3) ส่วนในแมว ได้แก่ เนื้อวัว ผลิตภัณฑ์จากนม ปลา เนื้อแกะ สัตว์ปีก และข้าวสาลี (ภาพที่ 4) อย่างไรก็ตาม ตามที่มีการเน้นไว้ในบทความหนึ่ง [24] ข้อมูลเหล่านี้ไม่ได้สะท้อนความชุกที่แท้จริงของการแพ้อาหารจำเพาะในประชากรแมวและสุนัข เพราะสัตว์ไม่ได้รับการทดสอบกับสารก่อภูมิแพ้ทั้งหมดที่เป็นไปได้ และรายละเอียดของวิธีการทดสอบก็ไม่ชัดเจนเสมอไป สิ่งที่สามารถเรียนรู้จากข้อมูลนี้คือ สารก่อภูมิแพ้ในอาหารของแมวและสุนัขส่วนใหญ่มักมาจากส่วนประกอบที่ได้จากสัตว์ มากกว่าส่วนประกอบที่มาจากพืชนอกจากนี้โอกาสในการเกิดอาการแพ้จะเพิ่มขึ้นตามระดับของการสัมผัสกับสารนั้น ๆ ดังนั้นจึงเป็นไปได้ว่า สารก่อภูมิแพ้ที่พบบ่อยที่สุดอาจเปลี่ยนแปลงไปตามเวลา หากมีการเปลี่ยนแปลงสูตรอาหารสัตว์เลี้ยงเพื่อหลีกเลี่ยงส่วนผสมที่ปัจจุบันมีการกล่าวถึงว่าเป็นปัญหา
จากการศึกษาเปรียบเทียบส่วนประกอบรายตัวของอาหารแมวชนิดเม็ดแบบมีธัญพืชและแบบปลอดธัญพืชที่มีจำหน่ายในสหรัฐอเมริกา [8] พบว่าในกลุ่มส่วนประกอบที่มาจากสัตว์ อาหารแบบมีธัญพืชมักมีเนื้อสัตว์ปีกเป็นหลัก รองลงมาคือปลาและไข่ ขณะที่อาหารแบบปลอดธัญพืชมักมีสัตว์ปีกและปลาในสัดส่วนที่ใกล้เคียงกัน และไข่เป็นส่วนประกอบรองที่สำคัญ (ภาพที่ 5) สำหรับส่วนประกอบที่มาจากพืช อาหารแบบมีธัญพืชมักประกอบด้วย ข้าว ข้าวแฟลกซ์ แครนเบอร์รี ข้าวโอ๊ต แครอท บีตรูต ถั่วลันเตา ข้าวบาร์เลย์ และบลูเบอร์รี ในขณะที่อาหารปลอดธัญพืชมักประกอบด้วย ถั่วลันเตา แครนเบอร์รี มันฝรั่ง แครอท บลูเบอร์รี แฟลกซ์ มันหวาน แป้งมันสำปะหลัง/มันสำปะหลัง และแอปเปิล จากข้อมูลนี้ ทั้งอาหารแบบมีธัญพืชและปลอดธัญพืชมักไม่ใส่ส่วนผสมที่เป็นสารก่อภูมิแพ้ในแมวบ่อย ๆ เช่น เนื้อวัว ผลิตภัณฑ์นม เนื้อแกะ ข้าวสาลี หรือข้าวโพด (ภาพที่ 5) แต่กลับพบว่าอาหารทั้งสองประเภทมักใส่ปลาและสัตว์ปีก ซึ่งเป็นส่วนประกอบอันดับที่ 3 และ 5 ตามลำดับ ที่เกี่ยวข้องกับการเกิด AFR ในแมว โดยสรุปแล้ว การเปลี่ยนมาใช้อาหารปลอดธัญพืชไม่ได้ทำให้ความเสี่ยงของการเกิดอาการแพ้อาหารลดลงอย่างแท้จริง
นอกเหนือจากการหลีกเลี่ยงธัญพืชในอาหารเพื่อป้องกันอาการแพ้อาหารทั่วไป เจ้าของบางรายยังเลือกอาหารประเภทนี้เพื่อหลีกเลี่ยงกลูเตนโดยเฉพาะ โดยโรค celiac ซึ่งเป็นโรคภูมิคุ้มกันผิดปกติที่มีผลต่อหลายระบบในร่างกายและถูกกระตุ้นเมื่อรับประทานกลูเตน มีผลกระทบต่อประชากรมนุษย์ประมาณ 1% ทั่วโลก [1] นอกจากนี้ยังมีภาวะที่เรียกว่า non-celiac gluten sensitivity ซึ่งหมายถึงผู้ที่ไม่ได้เป็นโรค celiac หรือแพ้ข้าวสาลี แต่รายงานว่ามีอาการดีขึ้นเมื่อหลีกเลี่ยงกลูเตน อย่างไรก็ตามยังไม่มีการยืนยันชัดเจนว่าภาวะนี้เป็นโรคที่แตกต่างออกมาอย่างแท้จริงหรือไม่ [1] เจ้าของบางรายที่รับประทานอาหารปราศจากกลูเตนเอง อาจเลือกให้อาหารสัตว์เลี้ยงที่ไม่มีกลูเตนเช่นกัน เพื่อหลีกเลี่ยงความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นกับตนเอง ในสุนัข เคยมีรายงานเกี่ยวกับ enteropathy (โรคลำไส้อักเสบ) ที่ไวต่อกลูเตนในพันธุ์ Irish Setter [26] (แต่ในปัจจุบันมีการคัดสายพันธุ์เพื่อลดปัญหานี้ได้มากแล้ว) และมีรายงานเกี่ยวกับ gluten-responsive epileptoid cramping syndrome (กลุ่มอาการกล้ามเนื้อกระตุกคล้ายลมชักที่ตอบสนองต่ออาหารปราศจากกลูเตน) ในพันธุ์ Border Terrier [27] สำหรับสัตว์ที่มีภาวะเหล่านี้ การเปลี่ยนไปกินอาหารที่ไม่มีกลูเตนน่าจะเป็นประโยชน์ แม้ว่าจะไม่จำเป็นต้องหลีกเลี่ยงธัญพืชทั้งหมดก็ตาม ทั้งนี้ ยังไม่มีรายงานว่ามีภาวะที่เกี่ยวข้องกับกลูเตนในแมว
สารก่อภูมิแพ้อาหารส่วนใหญ่ในแมวและสุนัขมักเกี่ยวข้องกับส่วนประกอบที่มาจากสัตว์ มากกว่าส่วนที่มาจากพืชในอาหาร
ครึ่งหนึ่งของกรณีเหล่านี้มีระดับทอรีนในเลือดต่ำ และภาวะขาดทอรีนเป็นสาเหตุที่ทราบกันดีของโรคกล้ามเนื้อหัวใจเสื่อมแบบขยาย (DCM) สุนัขสามารถสังเคราะห์ทอรีนได้เองและโดยทั่วไปไม่จำเป็นต้องได้รับจากอาหาร แต่ในบางตัวหรือบางสายพันธุ์อาจมีความต้องการทอรีนในอาหารในลักษณะ “จำเป็นตามเงื่อนไข” (conditionally essential) อาจเป็นไปได้ว่าส่วนประกอบในอาหารเหล่านี้รบกวนการดูดซึมของทอรีนหรือสารอาหารอื่น ๆ ที่ยังไม่ได้รับการประเมิน ณ จุดนี้ยังไม่สามารถสรุปได้ว่าอาหารสูตรไร้ธัญพืชมีความเกี่ยวข้องกับการเกิดโรค DCM หรือไม่ เนื่องจากจำนวนกรณีที่รายงานยังเป็นเพียงส่วนน้อยของสุนัขทั้งหมดที่ได้รับอาหารประเภทนี้ และยังจำเป็นต้องมีการศึกษาวิจัยเพิ่มเติมต่อไป
แล้วอาหารสูตรไร้ธัญพืชดีหรือไม่ดี?
แมวและสุนัขต่างก็สามารถย่อยและเผาผลาญคาร์โบไฮเดรต รวมถึงธัญพืชได้ โดยทั่วไปแล้ว การให้อาหารสูตรไร้ธัญพืชกับสัตว์ทั้งสองชนิดนี้ไม่ได้เป็นสิ่งที่ผิดแต่อย่างใด แม้ว่าจะยังไม่มีข้อมูลเฉพาะที่แสดงว่าเป็นแผนการให้อาหารที่ดีกว่าอย่างแท้จริงก็ตาม อาหารแมวแบบแห้งที่ไร้ธัญพืชอาจมีปริมาณคาร์โบไฮเดรตรวมต่ำกว่าอาหารที่มีธัญพืช แต่ทั้งสองประเภทก็ไม่ได้ปราศจากคาร์โบไฮเดรตโดยสิ้นเชิง และอาจไม่ได้สะท้อนสัดส่วนสารอาหารหลัก (macronutrient profile) ที่แมวและสุนัขในบ้านต้องการโดยธรรมชาติ สิ่งสำคัญคือ หากอาหารมีคาร์โบไฮเดรตต่ำ ก็จะต้องมีโปรตีนและไขมันสูงขึ้นโดยอัตโนมัติ ซึ่งอาจไม่เหมาะสมกับสัตว์บางตัวที่มีปัญหาสุขภาพ เช่น โรคไตเรื้อรัง หรือสัตว์ที่ต้องควบคุมไขมันในอาหาร การเปลี่ยนไปใช้อาหารไร้ธัญพืชอาจไม่ได้ช่วยให้อาการดีขึ้นในสัตว์ที่มีอาการจากการตอบสนองทางอาหาร (AFR) จริง ๆ เนื่องจากอาการเหล่านี้มักเกิดจากส่วนประกอบที่มาจากสัตว์ และในอาหารสัตว์เลี้ยงของแมวแบบแห้งสูตรไร้ธัญพืช ก็มักยังคงมีส่วนประกอบจากสัตว์สองชนิดที่เกี่ยวข้องกับ AFR บ่อยที่สุด หากแมวหรือสุนัขมี AFR กับธัญพืชชนิดใดชนิดหนึ่ง ยังไม่มีข้อมูลที่แสดงว่าเกิดการตอบสนองข้าม (cross-reactivity) กับธัญพืชทั้งหมดในสัตว์เหล่านี้ และแม้แต่ในคนที่ได้รับผลกระทบก็พบแค่ประมาณ 25% เท่านั้นที่เกิดการตอบสนองข้ามกับธัญพืชทั้งหมด
ประเด็นสำคัญคือ
หากแมวหรือสุนัขบ้านมีสุขภาพแข็งแรงดีด้วยอาหารสูตรไม่มีธัญพืชที่มีสูตรที่ดีแล้ว ก็สามารถให้อาหารตามแผนนี้ต่อไปได้ แม้ว่าควรต้องคำนึงถึงข้อสังเกตเกี่ยวกับภาวะ DCM ที่กล่าวไว้ข้างต้นด้วย อย่างไรก็ตาม หากมีการเปลี่ยนอาหารของสัตว์ไปเป็นสูตรไม่มีธัญพืชเพื่อหวังที่จะให้อาหารที่ใกล้เคียงกับอาหารตามธรรมชาติของบรรพบุรุษมากขึ้น หลีกเลี่ยงความผันผวนของระดับน้ำตาลในเลือดโดยไม่จำเป็น ปรับปรุงความสามารถในการย่อยอาหารโดยรวม และ/หรือหลีกเลี่ยงภาวะแพ้อาหาร ผลดีที่เกิดขึ้นอาจไม่ได้มาจากการหยุดให้ธัญพืชเพียงอย่างเดียว
Maryanne Murphy
DVM, PhD, Dipl. ACVN
United States
Dr. Murphy received her DVM from Iowa State University and PhD from the University of Tennessee (UT). She completed a clinical nutrition residency at UT and worked as a clinical nutritionist in private practice before transitioning back to academia in 2016. Her professional interests include obesity prevention and management, and veterinary nutrition education.
Angela Witzel Rollins
DVM, PhD, Dipl. ACVN
United States
Dr. Rollins is a Diplomate and former President of the American College of Veterinary Nutrition. She is currently a Clinical Associate Professor of Nutrition at the University of Tennessee Veterinary Medical Center, where she also attained her DVM, PhD, and residency training.
References
- Lebwohl B, Ludvigsson JF, Green PHR. Celiac disease and non-celiac gluten sensitivity. Br Med J 2015;351:h4347.
- <div>GfK. Natural and grain-free pet food: serious contenders. 2016. Available at: http://www.gfk.com/insights/press-release/natural-andgrain-free-pet-food-serious-contenders/. Accessed May 23, 2018.</div>
- <div>American Pet Products Association, Inc. The 2017-2018 APPA National Pet Owners Survey Debut: Trusted Data for Smart Business Decisions. Available at: http://americanpetproducts.org/Uploads/MemServices/GPE2017_NPOS_Seminar.pdf. Accessed May 23, 2018.</div>
- <div>Bosch G, Hagen-Plantinga EA, Hendriks WH. Dietary nutrient profiles of wild wolves: insights for optimal dog nutrition? Br J Nutr 2015;113 Suppl:S40-54.<br></div>
- <div>Hewson-Hughes AK, Hewson-Hughes VL, Colyer A, et al. Geometric analysis of macronutrient selection in breeds of the domestic dog, Canis lupus familiaris. Behav Ecol Off J Int Soc Behav Ecol 2013;24:293-304.<br></div>
- <div>Plantinga EA, Bosch G, Hendriks WH. Estimation of the dietary nutrient profile of free-roaming feral cats: possible implications for nutrition of domestic cats. Br J Nutr 2011;106 Suppl 1:S35-48.<br></div>
- <div>Hewson-Hughes AK, Hewson-Hughes VL, Miller AT, et al. Geometric analysis of macronutrient selection in the adult domestic cat, Felis catus. J Exp Biol 2011;214:1039-1051.<br></div>
- <div>Prantil LR, Heinze CR, Freeman LM. Comparison of carbohydrate content between grain-containing and grain-free dry cat diets and between reported and calculated carbohydrate values. J Feline Med Surg 2018;20:349-355.<br></div>
- <div>National Research Council of the National Academies. Comparative digestive physiology of dogs and cats. In: Nutrient Requirements of Dogs and Cats [Rev. ed.]. Washington, DC: National Academies Press; 2006:5-21.<br></div>
- <div>Axelsson E, Ratnakumar A, Arendt M-L, et al. The genomic signature of dog domestication reveals adaptation to a starch-rich diet. Nature 2013;495:360-364.<br></div>
- <div>Reiter T, Jagoda E, Capellini TD. Dietary variation and evolution of gene copy number among dog breeds. PloS One 2016;11:e0148899.<br></div>
- <div>Montague MJ, Li G, Gandolfi B, et al. Comparative analysis of the domestic cat genome reveals genetic signatures underlying feline biology and domestication. Proc Natl Acad Sci USA 2014;111:17230-17235<br></div>
- <div>Verbrugghe A, Hesta M. Cats and carbohydrates: the carnivore fantasy? Vet Sci 2017;4.<br></div>
- <div>de-Oliveira LD, Carciofi AC, Oliveira MC, et al. Effects of six carbohydrate sources on diet digestibility and postprandial glucose and insulin responses in cats. J Anim Sci 2008;86:2237-2246.<br></div>
- <div>Coradini M, Rand JS, Morton JM, et al. Effects of two commercially available feline diets on glucose and insulin concentrations, insulin sensitivity and energetic efficiency of weight gain. Br J Nutr 2011;106 Suppl 1:S64-77.<br></div>
- <div>Bennett N, Greco DS, Peterson ME, et al. Comparison of a low carbohydrate-low fiber diet and a moderate carbohydrate-high fiber diet in the management of feline diabetes mellitus. J Feline Med Surg 2006;8:73-84.<br></div>
- <div>Carciofi AC, Takakura FS, de-Oliveira LD, et al. Effects of six carbohydrate sources on dog diet digestibility and post-prandial glucose and insulin response. J Anim Physiol Anim Nutr 2008;92:326-336.<br></div>
- <div>Ho MH-K, Wong WH-S, Chang C. Clinical spectrum of food allergies: a comprehensive review. Clin Rev Allergy Immunol 2014;46:225-240.<br></div>
- <div>Jeffers JG, Meyer EK, Sosis EJ. Responses of dogs with food allergies to single-ingredient dietary provocation. J Am Vet Med Assoc 1996;209:608-611.<br></div>
- <div>Maina E, Cox E. A double-blind, randomized, placebo-controlled trial of the efficacy, quality of life and safety of food allergen-specific sublingual immunotherapy in client owned dogs with adverse food reactions: a small pilot study. Vet Dermatol 2016;27:361-e91.<br></div>
- <div>Tarpataki N, Nagy T. The occurrence and the features of food allergy in Hungarian dogs (Poster Abstract). Vet Dermatol 2012;23:55.<br></div>
- <div>Ishida R, Masuda K, Kurata K, et al. Lymphocyte blastogenic responses to inciting food allergens in dogs with food hypersensitivity. J Vet Intern Med 2004;18:25-30.<br></div>
- <div>Carlotti DN, Remy I, Prost C. Food allergy in dogs and cats; a review and report of 43 cases. Vet Dermatol 1:55-62.<br></div>
- <div>Mueller RS, Olivry T, Prélaud P. Critically appraised topic on adverse food reactions of companion animals (2): Common food allergen sources in dogs and cats. BMC Vet Res 2016;12:9.<br></div>
- <div>Verlinden A, Hesta M, Millet S, et al. Food allergy in dogs and cats: a review. Crit Rev Food Sci Nutr 2006;46:259-273.<br></div>
- <div>Batt RM, Carter MW, McLean L. Morphological and biochemical studies of a naturally occurring enteropathy in the Irish Setter dog: a comparison with coeliac disease in man. Res Vet Sci 1984;37:339-346.<br></div>
- <div>Lowrie M, Garden OA, Hadjivassiliou M, et al. The clinical and serological effect of a gluten-free diet in Border Terriers with epileptoid cramping syndrome. J Vet Intern Med 2015;29:1564-1568.<br></div>
- <div>https://www.fda.gov/animalveterinary/newsevents/cvmupdates/ucm613305.htm</div>
Other articles in this issue
แบ่งปันบนโซเชียลมีเดีย