Written by Stefanie Klenner-Gastreich
การเก็บตัวอย่างเลือดเพื่อประเมินสถานะของตับ (liver status) เป็นหัตถการที่เกิดขึ้นในทุกๆวัน แต่การแปลผลนั้นอาจทำได้ยากกว่าที่สัตวแพทย์คิดไว้ในตอนแรก
แบ่งปันบนโซเชียลมีเดีย
Article
สัตว์ป่วยที่เป็นโรคเส้นเลือดลัดข้ามตับจะประสบกับปัญหาภาวะความผิดปกติของหลอดเลือด (vascular anomalies) โดยหลอดเลือดดำจากระบบพอร์ทัล (portal system) จะเชื่อมต่อโดยตรงกับหลอดเลือดเวนาคาวาส่วนหลัง (caudal vena cava) หรือหลอดเลือดดำอะไซกอส (azygos vein) และเพราะทางเชื่อมนี้เลือดจึงไม่สามารถไปเลี้ยงเซลล์ตับ (hepatocytes) ได้ในปริมาณที่เพียงพอ ส่งผลให้ตับเล็กและฝ่อลง การสูญเสียเซลล์ตับอาจเกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงทางห้องปฏิบัติการที่หลากหลาย เช่น ALT หรือ AST ซึ่งเป็นเอนไซม์ไซโทตอล (cytosolic enzyme) และส่วนใหญ่จะอยู่ในไมโทคอนเดรียของเซลล์ตับ เอนไซม์เหล่านี้อาจมีระดับปกติหรือเพิ่มสูงขึ้นในสัตว์ป่วยที่ได้รับผลกระทบ อย่างไรก็ตามหากจำนวนเซลล์ตับลดลงอย่างมีนัยสำคัญ เซลล์ตับที่เหลืออยู่อาจไม่ปล่อยเอนไซม์เหล่านี้ออกมาในปริมาณที่มีนัยสำคัญส่งผลให้ระดับเอนไซม์ในซีรั่มต่ำลงหรือปกติ ทั้งนี้เมื่อมวลตับเหลือเพียงร้อยละ 20-30 อาการของภาวะตับเสื่อมหน้าที่ลง (liver insufficiency) ก็จะปรากฏชัดเจนขึ้น ในกรณีดังกล่าว ตับจะไม่สามารถรักษาการทำงานทางสรีรวิทยา (physiologic functions) ได้อีกต่อไป ส่งผลให้การเผาผลาญ (metabolism) คาร์โบไฮเดรต ไขมัน วิตามินและโปรตีนเปลี่ยนแปลงไป รวมถึงความสามารถในการกำจัดพิษ (detoxification abilities) ก็ลดลง ผลที่ตามมาจากการเสื่อมหน้าที่ของตับก็คือ ภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ การเปลี่ยนแปลงระดับความเข้มข้นของคอเลสเตอรอลและไตรกลีเซอไรด์ ภาวะบิลิรูบินในเลือดสูง ภาวะอัลบูมินในเลือดต่ำ ระยะเวลาของการแข็งเป็นลิ่มของเลือดนานขึ้น ระดับความเข้มข้นของยูเรียลดลงและกรดน้ำดีเพิ่มขึ้น และ/หรือภาวะแอมโมเนียในเลือดสูง (hyperammonemia) นอกจากนี้การเปลี่ยนแปลงต่างๆเหล่านี้ สัตวแพทย์ยังมักพบภาวะโลหิตจางที่มีเม็ดเลือดแดงเล็ก (microcytic anemia) และค่าความถ่วงจำเพาะของปัสสาวะต่ำกว่าปกติ
ดังนั้นการทดสอบใดคือการทดสอบที่ดีที่สุดที่จะใช้ในกรณีที่สงสัยว่ามีทางเชื่อมของตับและการทดสอบที่กล่าวถึงในข้างต้นไม่สามารถให้คำวินิจฉัยที่ชัดเจนได้จริงหรือ ? ในกรณีที่ตับเสื่อมหน้าที่ลง การประเมินกรดน้ำดีขณะอดอาหารและหลังกินอาหาร/หลังการกระตุ้นน้ำดีจะมีประโยชน์อย่างมาก แต่ต้องจำไว้ว่าหากมีภาวะบิลิรูบินในเลือดสูง ความเข้มข้นของกรดน้ำดีก็จะเพิ่มขึ้น และการทดสอบกระตุ้นกรดน้ำดีอาจไม่ได้ให้ข้อมูลเพิ่มเติมแก่สัตว์ป่วยมากนัก กลไกคือโรคที่นำไปสู่การขับบิลิรูบินที่ละลายน้ำได้ (conjugated bilirubin) จากเซลล์ตับเข้าไปในท่อน้ำดีย่อย (bile canaliculi) บกพร่องก็จะทำให้การขับกรดน้ำดีบกพร่องและระดับความเข้มข้นของพารามิเตอร์อื่นๆจะเพิ่มสูงขึ้นตามมา
เนื่องจากตับเป็นอวัยวะหลักในร่างกายที่รับผิดชอบในการควบคุมกระบวนการเผาผลาญ (metabolic functions) หลายอย่าง โรคตับทุติยภูมิ (secondary hepatopathies) จึงมักพบได้บ่อย เช่น
ตับไม่เพียงแค่ผลิตปัจจัยในการแข็งตัวของเลือดเท่านั้นแต่ยังผลิตโปรตีนป้องกันการแข็งตัวของเลือด (anticoagulant proteins) ด้วย เช่น Protein S and Protein C, antithrombin และ plasminogen ดังนั้นการเปลี่ยนแปลงการทำงานของตับจึงส่งผลต่อการผลิตและการทำงานของโปรตีนที่กระตุ้นกระบวนการแข็งตัวของเลือด (procoagulant protein) และโปรตีนป้องกันการแข็งตัวของเลือด (anticoagulant proteins) ซึ่งอาจทำให้เกิดภาวะการแข็งตัวของเลือดผิดปกติ (coagulopathies) ตามมาตั้งแต่ระดับรุนแรง เช่น เลือดออกเอง (spontaneous bleeding) ไปจนถึงระยะเวลาของการแข็งเป็นลิ่มของเลือดนานขึ้นแบบไม่แสดงอาการทางคลินิกชัดเจน (subclinically prolonged clotting times) อย่างไรก็ตามการตอบสนองของสัตว์ป่วยแต่ละตัวนั้นยากต่อการคาดเดา โดยทั่วไปแล้วมวลตับ (hepatic mass) จะต้องลดลงอย่างมากและเกิดภาวะตับวายอย่างรุนแรง (severe liver failure) ตามมาจึงจะทำให้การสังเคราะห์ปัจจัยและโปรตีนที่ได้อธิบายไว้ในข้างต้นลดลงอย่างมีนัยสำคัญ โดยเนื่องจาก factor VII มีค่าครึ่งชีวิต (half-life) ที่สั้นที่สุด (6 ชั่วโมง) จากปัจจัยการแข็งตัวของเลือดทั้งหมด จึงคาดว่า prothrombin time (PT) จะเปลี่ยนแปลงตั้งแต่ในช่วงแรก
ในหลายกรณีที่สัตวแพทย์สงสัยว่าสัตว์ป่วยเป็นโรคตับ สัตวแพทย์จำเป็นต้องเจาะดูดเซลล์ด้วยเข็มขนาดเล็ก (fine-needle aspirates) หรือตัดชิ้นเนื้อ (biopsy) ที่ตับเพื่อนำไปส่งตรวจระบุลักษณะของโรคเพิ่มเติม แต่การตรวจประเมินปัจจัยการแข็งตัวของเลือด เช่น PT และ activated partial thromboplastin clotting time (aPTT) ก่อนจะทำการตัดชิ้นเนื้อจะช่วยให้สัตวแพทย์ประเมินความเสี่ยงในสัตว์ป่วยที่มีภาวะตับว่ายได้ง่ายขึ้น ถึงแม้ว่าการเชื่อมโยงผลตรวจกับแนวโน้มที่มีจะมีภาวะเลือดออกทางคลินิกที่อาจเกิดขึ้นนั้นจะไม่ใช่เรื่องง่ายก็ตาม ระยะเวลาของการแข็งเป็นลิ่มของเลือดที่นานขึ้นอย่างมากอาจเกี่ยวข้องกับภาวะเลือดออกเองหรือภาวะเลือดออกที่เกี่ยวข้องกับการตัดชิ้นเนื้อ (biopsy-related bleeding) แต่ในกรณีดังกล่าวบางครั้งก็พบว่าระยะเวลาของการแข็งเป็นลิ่มของเลือดอาจยาวนานขึ้นเพียงเล็กน้อยหรืออาจจะปกติก็ได้
Stefanie Klenner-Gastreich
การทดสอบกระตุ้นกรดน้ำดีแบบไดนามิก (dynamic bile acid stimulation test) เป็นการทดสอบที่มีความไวสูงสุดในการประเมินกรดน้ำดีสำหรับภาวะตับเสื่อมการทำงานลงซึ่งเกี่ยวข้องกับการวัดระดับกรดน้ำดีขณะอดอาหาร (fasting bile acids) (โดยทั่วไปจะวัดหลังจากอดอาหาร 12 ชั่วโมง) และนำผลลัพธ์ที่เป็นค่าพื้นฐาน (baseline value) นี้มาเปรียบเทียบกับตัวอย่างเลือดที่เก็บ 2 ชั่วโมงหลังจากกินอาหารที่มีไขมันปริมาณปานกลาง การบริโภคอาหาร (food consumption) จะกระตุ้นการหดตัวของถุงน้ำดี (gallbladder contraction) และปล่อยกรดน้ำดีเข้าสู่ระบบไหลเวียนลำไส้-ตับ (enterohepatic circulation) ทั้งนี้แม้ว่าเวลาที่ถุงน้ำดีหดตัวจะไม่ชัดเจนจากค่าพื้นฐาน แต่ถุงน้ำดีก็มีแนวโน้มที่จะหดตัวจากการกินอาหารมากกว่า ด้วยเหตุนี้จึงทำให้สัตวแพทย์มองเห็นการทำงานของตับได้ดีขึ้น
การแปลผลการทดสอบกระตุ้นอาจเป็นเรื่องที่ค่อนข้างท้าทาย เนื่องจากสัตวแพทย์ต้องแน่ใจว่ามีการกินอาหารก่อนเป็นอันดับแรก อีกทั้งยังต้องแยกโรคระบบทางเดินอาหาร (gastrointestinal diseases) ที่อาจนำไปสู่ภาวะกระเพาะอาหารบีบตัวช้าเกินไปทำให้อาหารเกิดการคั่งค้าง (delayed gastric emptying) หรือลดการดูดซึมน้ำดีที่ลำไส้เล็กส่วนปลาย (ileal) ออกไปก่อน การหดตัวของถุงน้ำดีอาจเกิดขึ้นในช่วงเวลาที่ไม่สามารถคาดเดาได้และน้ำดีที่สะสมไว้บางส่วนก็อาจไม่ถูกปล่อยออกมา หรือถุงน้ำดีอาจไม่เต็มไปด้วยน้ำดีอย่างสมบูรณ์หลังจากน้ำดีถูกปล่อยออกมา ซึ่งทั้งหมดนี้อาจส่งผลต่อผลการทดสอบได้เช่นกัน ระบบไหลเวียนลำไส้-ตับยังได้รับอิทธิพลจากกระบวนการเผาผลาญของแบคทีเรียในลำไส้ (intestinal bacteria) หลักการทั่วไป (A general rule of thumb) ในการแปลผลการทดสอบก็คือให้ประเมินค่าสูงสุดที่ได้มาโดยไม่ต้องคำนึงว่าจะเป็นตัวอย่างค่าพื้นฐานหรือตัวอย่างที่ถูกกระตุ้น หากทั้งสองตัวอย่างแสดงให้เห็นว่ากรดน้ำดีมีค่ามากกว่า 25 ไมโครโมล/ลิตร ก็แสดงว่าสามารถวินิจฉัยภาวะตับเสื่อมการทำงานลงได้ กรดน้ำดีขณะอดอาหารอาจเพิ่มขึ้นในภาวะท่อน้ำดีคั่งหรือโรคตับทุติยภูมิอื่นๆ หากค่ากรดน้ำดีมากกว่า 50 ไมโครโมล/ลิตร ก็ยังถือว่ามีแนวโน้มที่จะเป็นความผิดปกติที่เกี่ยวข้องกับโรคตับปฐมภูมิ หากผลการตรวจระดับกรดน้ำดีก่อนและหลังกินอาหาร (pre- and postprandial bile acids) อยู่ระหว่าง 20-50 ไมโครโมล/ลิตร ก็จะถือว่าผลการทดสอบยังไม่ชัดเจนและควรวิเคราะห์ซ้ำอีกครั้งใน 2-3 สัปดาห์ อีกทั้งยังต้องพิจารณาร่วมกับผลตรวจทางห้องปฏิบัติการและ/หรือภาพวินิจฉัย (diagnostic imaging) อื่นๆด้วย สุดท้ายนี้สัตวแพทย์ควรตระหนักไว้เสมอว่าผลการตรวจกรดน้ำดีที่ผิดปกติอาจเกิดขึ้นได้เนื่องจากโรคตับและทางเดินน้ำดี (hepatobiliary diseases) ต่างๆซึ่งเป็นผลที่ไม่จำเพาะเจาะจง (non-specific finding)
DVM, Dip. ECVCP, Scil Animal Care Company GmbH, Viernheim, Germany
Germany
Dr. Klenner-Gastreich graduated in 2004 from the University of Veterinary Medicine Hannover Foundation in Germany. After completing her doctoral thesis in gastroenterology, she undertook an internship in the Small Animal Clinic at the Justus-Liebig-University in Gießen, Germany, where she also did her residency. She gained her Diplomate from the European College of Veterinary Clinical Pathology (ECVCP) in 2011. The following year she accepted a post dedicated to Point-of-Care diagnostics as the Scientific Product Manager Laboratory Diagnostic for Scil Animal Care, an Antech company. She is currently Director International Reference Laboratories at Scil and a EBVS® European Specialist in Veterinary Clinical Pathology.
• ผลการตรวจเอนไซม์ตับควรแปลผลโดยคำนึงถึงประวัติ อาการแสดงทางคลินิกและผลการวินิจฉัย (diagnostic findings) อื่นๆของสัตว์ป่วย
ในกรณีเนื้องอกตับ (hepatic neoplasia) การเพิ่มขึ้นของกิจกรรมเอนไซม์ตับ (liver enzyme activity) โดยรวมจะขึ้นอยู่กับระดับความเสียหายของเซลล์ตับ (hepatocellular damage) และ/หรือปริมาณของเนื้อเยื่อที่ตาย (tissue necrosis) ที่เกี่ยวข้องกับรอยโรคเนื้องอก (neoplastic lesion)
สาเหตุที่พบบ่อยของการเพิ่มขึ้นของเอนไซม์ตับคือการใช้ยา โดยเฉพาะอย่างยิ่งยาในกลุ่มกลูโคคอร์ติคอยด์ (glucocorticoids) (รวมถึงยาทาภายนอก (topical ointments)) และยากันชัก (anti-seizure drugs)
การทดสอบกระตุ้นกรดน้ำดี (bile acid stimulation tests) สามารถเป็นตัวบ่งชี้ (indicator) ของการทำงานของตับที่ดี แต่จำเป็นต้องแปลผลด้วยความระมัดระวัง