Written by Jordan M. Hampel and Timothy M. Fan
ภาวะแคลเซียมในเลือดสูงในแมว (feline hypercalcemia) นั้นพบได้บ่อยในคลินิก บทความนี้จะครอบคลุมการตรวจวินิจฉัย (diagnostic testing) การวินิจฉัยแยกโรคทางคลินิก (clinical differentials) และกลยุทธ์การจัดการสำหรับภาวะนี้
แบ่งปันบนโซเชียลมีเดีย
เพื่อรักษาระดับความเข้มข้นในสภาวะคงที่ของแคลเซียมรูปแบบของไอออน ตัวควบคุมหลักของระบบต่อมไร้ท่อ (endocrine mediators) (ได้แก่ PTH, calcitriol และ calcitonin) จะมีบทบาทสำคัญในการทำงานของอวัยวะเป้าหมาย (target organs) สามอวัยวะคือ ไต ลำไส้และกระดูก 2,5. PTH ทำหน้าที่ควบคุมความผันผวนของระดับแคลเซียมอย่างรวดเร็ว โดยหากระดับแคลเซียมในเลือดเพิ่มขึ้น การหลั่ง PTH ก็จะลดลง ส่งผลให้มีการขับแคลเซียมออกทางหลอดไตส่วนปลาย (distal tubules in the kidneys) มากขึ้น ลดการดูดซึมแคลเซียมในลำไส้ (intestinal absorption of calcium) และลดการสลายกระดูกโดยเซลล์ทำลายกระดูก (resorption of osteoclastic bone) 2,6. แต่หากระดับแคลเซียมลดลง PTH จะทำหน้าที่เพิ่มการดูดซึมแคลเซียมที่หลอดไตส่วนปลายและขับฟอสฟอรัสออก รวมทั้งกระตุ้นการดูดซึมแคลเซียมและฟอสฟอรัสทางอ้อมในลำไส้ นอกจากนี้ PTH ยังทำหน้าที่กระตุ้นการทำงานของเซลล์สร้างกระดูก (osteoblast cell) (ในระยะแรก) หรือเพิ่มจำนวนเซลล์ทำลายกระดูกและกิจกรรมการสลายกระดูก (ในระยะหลัง) 5,7. แคลซิไทรออลทำหน้าที่กระตุ้นการดูดซึมแคลเซียมในลำไส้ (intestinal calcium absorption) ยับยั้งการสังเคราะห์ PTH โดยลดการถอดรหัส mRNA ของ PTH ส่งเสริมการสลายกระดูกโดยเซลล์ทำลายกระดูกและควบคุมการสังเคราะห์แคลซิไทรอลในเซลล์บุผิวของไต (renal epithelial cell) ด้วยการควบคุมแบบยับยั้งย้อนกลับ (negative feedback) 5. ในขณะที่แคลซิโทนินจะถูกหลั่งเมื่อระดับแคลเซียมในเลือดสูงขึ้น (hypercalcemia) หรือเมื่อรับประทานอาหารที่มีแคลเซียมสูง โดยการหลั่ง ฮอร์โมนแกสตริน (gastrin) และโคลีซิสโตไคนิน (cholecystokinin) จากลำไส้ ทั้งนี้แม้ว่าแคลซิโทนินจะไม่ใช่ปัจจัยหลักในการควบคุมแคลเซียมอย่างรวดเร็ว แต่ก็ทำหน้าที่เป็นฮอร์โมนฉุกเฉิน (emergency hormone) ในการลดระดับแคลเซียมในเลือด อีกทั้งยังเป็นฮอร์โมนต่อต้านการควบคุม (counterregulatory hormone) ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการควบคุมสมดุลหากมีการเพิ่มขึ้นของแคลเซียมอย่างรวดเร็ว หน้าที่หลักของแคลซิโทนินคือยับยั้งการสลายกระดูกโดยเซลล์ทำลายกระดูก 8.
อาการของภาวะแคลเซียมในเลือดสูงในแมวนั้นมักไม่ชัดเจน เกิดขึ้นเป็นพักๆ (intermittent) และไม่เฉพาะเจาะจง (non-specific) ดังนั้นเจ้าของสัตว์อาจไม่ทันได้สังเกตเห็น โดยทั่วไปแล้วอาการเบื่ออาหาร (anorexia) จะเป็นอาการที่พบได้บ่อยที่สุด ร่วมกับอาการอาเจียน อ่อนเพลีย อ่อนแรง ท้องผูก (constipation) ปัสสาวะมากผิดปกติ (polyuria) และดื่มน้ำมากผิดปกติ (polydipsia) หรือเรียกรวมกันว่า PUPD ก็มีรายงานค่อนข้างบ่อยเช่นกัน 9,10. แมวบางตัวอาจแสดงอาการของโรคระบบทางเดินปัสสาวะส่วนล่าง (lower urinary tract disease) ซึ่งเกี่ยวข้องกับการพบแคลเซียมในปัสสาวะ (calciuresis) และการเกิดนิ่วแคลเซียมออกซาเลต (calcium oxalate stones) 11. ดังนั้นอาจพบภาวะทางเดินปัสสาวะอุดกั้น (urinary obstruction) จากนิ่วในทางเดินปัสสาวะ (urolithiasis) ได้ อาการปัสสาวะมากและดื่มน้ำมาก (PUPD) จะพบในแมวได้น้อยกว่าเมื่อเทียบกับสุนัขที่มีภาวะแคลเซียมในเลือดสูง เนื่องจากแมวสามารถควบคุมความเข้มข้นของปัสสาวะได้ดีกว่า 3. เพื่อวินิจฉัยหาสาเหตุของภาวะแคลเซียมในเลือดสูง สัตวแพทย์จำเป็นต้องใช้วิธีการทางคลินิกอย่างเป็นระบบ (รูปภาพที่ 1) ซึ่งรวมถึงการตรวจร่างกายอย่างละเอียด การตรวจความสมบูรณ์ของเม็ดเลือด (complete blood count) การตรวจค่าเคมีของเลือด (serum biochemistry) การตรวจปัสสาวะ (urinalysis) การวัดระดับความเข้มข้นของ iCa และ PTH และการตรวจทางรังสีวิทยาด้วยภาพถ่ายรังสี (radiography) ช่องอกและอัลตราซาวด์ (ultrasonography) ช่องท้อง การตรวจวินิจฉัยเพิ่มเติมอาจรวมถึงการวัดระดับ 25-hydroxy-vitamin D, 24,25(OH)2-vitamin D, calcitriol และ parathyroid hormone-related peptide (PTH-rp) ในเซรั่มรวมถึงการตรวจทางรังสีวิทยาขั้นสูง เช่น การอัลตราซาวด์ลำคอเพื่อตรวจหาก้อนเนื้องอกของต่อมพาราไทรอยด์ (parathyroid nodules) ที่น่าสงสัยหรือการตรวจเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ (computed tomography (CT)) เพื่อค้นหาเนื้องอกที่ซ่อนอยู่
การตรวจค่าเคมีของเลือดและการวัดระดับ iCa: การเพิ่มขึ้นของแคลเซียมในเลือด (total calcium) นั้นสามารถตรวจพบได้จากการตรวจเคมีของเลือดแบบคัดกรองทั่วไป (routine screening biochemistry panels) แต่ไม่สามารถบอกถึงสัดส่วนของแคลเซียมในรูปแบบต่างๆได้อย่างแม่นยำ ในกรณีที่สงสัยว่ามีความผิดปกติของการควบคุมสมดุลแคลเซียม (dysregulated calcium homeostasis) สัตวแพทย์ควรวัดระดับ iCa ซึ่งจะช่วยยืนยันได้ว่ามีภาวะแคลเซียมในเลือดสูงจริงหรือไม่ โดยปกติในห้องปฏิบัติการจะกำหนดภาวะแคลเซียมในเลือดสูงในแมวว่าต้องมีแคลเซียมในเลือดมากกว่า 10.8 mg/dL (2.7 mmol/L) หรือแคลเซียมรูปแบบของไอออนมากกว่า 5.6 mg/dL (> 1.4 mmol/L) 9. นอกจากนี้การตรวจค่าเคมีของเลือดยังมีประโยชน์ในการประเมินการทำงานของไต (renal function) และความเข้มข้นของฟอสเฟต (phosphate concentration) 3. ซึ่งความเข้มข้นของฟอสเฟตสามารถช่วยจัดลำดับความสำคัญของสาเหตุที่เป็นไปได้ของภาวะแคลเซียมในเลือดสูงได้ โดยการเพิ่มขึ้นของระดับฟอสฟอรัสจะบ่งชี้ถึงภาวะไตวายที่เกิดจากโรคที่มีพยาธิสภาพที่ไต (intrinsic renal failure) ภาวะวิตามินดีเป็นพิษ (vitamin D toxicosis) หรือโรคสลายกระดูก (osteolytic disease) 12.
ดังที่ได้กล่าวไปแล้วในข้างต้น แมวมีแนวโน้มที่จะเกิดนิ่วแคลเซียมออกซาเลตเมื่อมีภาวะแคลเซียมในเลือดสูง 11. แม้ว่าโรคเบาจืดที่เกิดจากความผิดปกติของไต secondary nephrogenic diabetes insipidus) จะพบได้บ่อยในแมวที่มีภาวะปัสสาวะมากปฐมภูมิ (primary polyuria) และภาวะดื่มน้ำมากทุติยภูมิ (secondary polydipsia) แต่ความถ่วงจำเพาะของปัสสาวะ (urine specific gravity) ในแมวมักมากกว่า 1.030 และแมวที่มีภาวะแคลเซียมในเลือดสูงยังสามารถควบคุมความเข้มข้นของปัสสาวะได้อย่างเต็มที่โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรณีที่แมวไม่ได้เป็นโรคไตวายเรื้อรัง (chronic kidney disease (CKD)) ร่วมด้วย 9.
การวัดระดับ PTH จะช่วยระบุว่าภาวะแคลเซียมในเลือดสูงนั้นเกี่ยวข้องกับต่อมพาราไทรอยด์หรือไม่ (parathyroid-dependent or parathyroid-independent) โดยแมวส่วนใหญ่จะมีภาวะแคลเซียมในเลือดสูงที่ไม่เกี่ยวข้องกับต่อมพาราไทรอยด์ ทั้งนี้ภายใต้สภาวะปกติของร่างกาย การผลิต PTH จากต่อมพาราไทรอยด์จะถูกระงับเมื่อเกิดภาวะแคลเซียมในเลือดสูง ดังนั้นหากระดับ PTH อยู่ในช่วงสูงสองในสามของช่วงค่าอ้างอิง (reference interval) หรือสูงกว่าช่วงค่าอ้างอิงก็จะสนับสนุนการวินิจฉัยภาวะแคลเซียมในเลือดสูงที่เกี่ยวข้องกับพาราไทรอยด์ 3.
PTH-rp เป็นปัจจัยที่คล้ายกับ PTH และมีบทบาทสำคัญในพยาธิกำเนิด (pathogenesis) ของภาวะแคลเซียมในเลือดสูงจากมะเร็ง (humoral hypercalcemia of malignancy; HHM) แต่ไม่ได้ทำหน้าที่เป็นฮอร์โมนที่ควบคุมแคลเซียมโดยตรง 13. โดยแนะนำให้วัดระดับ PTH-rp เมื่อสงสัยว่ามะเร็งเป็นสาเหตุของภาวะแคลเซียมในเลือดสูง อย่างไรก็ตามอาจจะไม่สามารถตรวจพบได้แม้ว่าจะมีเนื้องอกอยู่ เพราะฉะนั้นจึงไม่ควรใช้ PTH-rp เพียงอย่างเดียวในการวินิจฉัยแยกโรคเนื้องอกออกจากสาเหตุของภาวะแคลเซียมในเลือดสูง 3.
ภาวะแคลเซียมในเลือดสูงในแมวสามารถเชื่อมโยงเข้ากับพยาธิสภาพที่หลากหลายซึ่งรวมถึงมะเร็ง (cancerous malignancies) ภาวะไตวาย (renal failure) ความไม่สมดุลของฮอร์โมน (endocrine imbalances) และภาวะพิษ (toxicosis) โดยน่าสนใจว่าการใช้อาหารสูตรรักษาโรคหรือผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่มีการใช้เพื่อส่งเสริมการสร้างความเป็นกรดในปัสสาวะ (promote urinary acidification) สำหรับการป้องกันนิ่วนั้นได้รับการยอมรับว่าเป็นสาเหตุใหม่ที่ทำให้เกิดภาวะแคลเซียมในเลือดสูงในแมว 11,17. ทั้งนี้แม้ว่าจะมีสาเหตุและอาการแสดงทางคลินิกที่หลากหลาย (รูปภาพที่ 3) แต่สาเหตุที่พบได้บ่อยที่สุดก็ยังคงเป็นภาวะแคลเซียมในเลือดสูงโดยไม่ทราบสาเหตุ (IHC) ตามที่การศึกษาหลายฉบับได้ระบุไว้ ซึ่ง IHC เป็นการวินิจฉัยแยกโรคที่พบได้เฉพาะในแมว การวิเคราะห์แบบสำรวจครั้งใหญ่ (large surveys) ได้ระบุสาเหตุหลักสามอันดับแรกของภาวะแคลเซียมในเลือดสูงในแมว ได้แก่:
สาเหตุอื่นที่พบได้ไม่บ่อย ได้แก่ ภาวะต่อมพาราไทรอยด์ทำงานมากกว่าปกติแบบปฐมภูมิ (primary hyperparathyroidism) โรคที่เกี่ยวข้องกับการอักเสบแบบแกรนูโลมา (granulomatous disease) ภาวะวิตามินดีในร่างกายสูง (hypervitaminosis D) และภาวะต่อมหมวกไตชั้นนอกทำงานน้อยกว่าปกติ (hypoadrenocorticism) 9. ทั้งนี้ถึงแม้ว่า IHC จะเป็นสาเหตุที่พบได้บ่อยที่สุดของภาวะแคลเซียมในเลือดสูง แต่ต้องอาศัยการวินิจฉัยโดยคัดออก (diagnosis of exclusion) และควรมีการวินิจฉัยแยกโรคอย่างเป็นระบบก่อนที่จะยอมรับว่า IHC เป็นสาเหตุหลักของภาวะแคลเซียมในเลือดสูง
สัตวแพทย์ควรพิจารณาปัจจัยหลายประการเพื่อพัฒนาการวางแผนการรักษาสำหรับแมวที่ได้รับผลกระทบ (ตารางที่ 1) เช่น ระดับความรุนแรงของภาวะแคลเซียมในเลือดสูงอัตราการพัฒนาและการลุกลาม (progressiveness) ของภาวะนี้รวมถึงผลกระทบของความผิดปกติอื่นๆที่เกี่ยวกับอิเล็กโทรไลต์ (electrolyte) และความผิดปกติในสมดุลกรด-ด่างในเลือด (acid-base disturbances)ทั้งนี้ไม่มีการรักษาเดียวที่แนะนำสำหรับการจัดการกับสัตว์ป่วยในทุกๆกรณี ดังนั้นสัตวแพทย์จึงควรระบุและรักษาสัตว์ป่วยตามสาเหตุของการป่วยอย่างเหมาะสม การรักษาที่แบบประคับประคอง (supportive therapy)จะเน้นไปที่การเพิ่มการขับแคลเซียมออกทางไต (renal excretion of calcium) และป้องกันการสลายของแคลเซียม (calcium resorption)จากกระดูก
ตารางที่ 1ตัวเลือกการรักษาภาวะแคลเซียมในเลือดสูงในแมว
| ยาและขนาดยา | ข้อบ่งชี้ | กลไกของการออกฤทธิ์ |
|---|---|---|
|
Furosemide 1-2 มก./กก. ฉีดยาเข้าหลอดเลือดดำ ทางการกิน ฉีดยาเข้าชั้นใต้ผิวหนัง ทุก 8-12 ชั่วโมง |
|
|
|
Prednisone/prednisolone 0.5-1 มก./กก. ทางการกิน ทุก 12-24 ชั่วโมง
Dexamethasone 0.1-0.2 มก./กก. ฉีดยาเข้าหลอดเลือดดำ ฉีดยาเข้าชั้นใต้ผิวหนัง ทุก 24 ชั่วโมง |
|
|
|
Pamidronate 1-2 มก./กก. ผสมในสารละลายโซเดียมคลอไรด์ 0.9% ฉีดยาเข้าหลอดเลือดดำช้าๆเป็นเวลา 2 ชั่วโมง |
|
|
|
Alendronate 5-20 มก./แมว ทางการกิน ทุก 7 วัน |
|
|
| Calcitonin 4-6 IU/กก. ฉีดเข้าชั้นใต้ผิวหนัง ทุก 8-12 ชั่วโมง |
|
|
• การส่งเสริมการขับแคลเซียมออกทางปัสสาวะ (calciuresis): สามารถทำได้โดยการเพิ่มปริมาตรหลอดเลือด (vascular volume expansion) โดยการให้น้ำเกลือชนิดเข้มข้นปกติเข้าทางหลอดเลือดดำ (intravenous isotonic saline) (เนื่องจากไม่มีแคลเซียม) ร่วมกับการให้ยา furosemide (ซึ่งจะช่วยยับยั้งการดูดซึมแคลเซียมกลับที่ห่วงเฮนเล (calcium reabsorption in the loop of Henle)) การรักษานี้จะช่วยส่งเสริมให้เกิดการขับแคลเซียมออกทางปัสสาวะอย่างปลอดภัย แต่สิ่งสำคัญคือสัตวแพทย์ต้องแน่ใจว่าการรักษานี้จะไม่ทำให้ภาวะการไหลเวียนของเลือดแย่ลง (perfusion deficiencies) เพราะฉะนั้นจึงต้องตรวจให้แน่ใจว่าแมวไม่มีภาวะแห้งน้ำก่อนที่จะให้ยา furosemide เพื่อป้องกันไม่ให้การทำงานของไตแย่ลง นอกจากนี้ควรให้ปริมาณสารน้ำเพิ่มขึ้นให้เพียงพอกับปริมาณปัสสาวะที่ถูกขับออกจากร่างกายเพื่อป้องกันการขาดน้ำและช่วยส่งเสริมการขับแคลเซียมออกทางปัสสาวะ
• กลูโคคอร์ติคอยด์ (glucocorticoids): กลูโคคอร์ติคอยด์จะช่วยลดการสลายของกระดูก ลดการดูดซึมแคลเซียมในลำไส้และเพิ่มการขับแคลเซียมออกทางไต 3. ซึ่งเกิดจากกลไกต่างๆซึ่งรวมถึงการยับยั้งการผลิตพรอสตาแกลนดิน (prostaglandins) ปัจจัยที่กระตุ้นเซลล์ทำลายกระดูก (osteoclast-activating factors) และวิตามินดี กลูโคคอร์ติคอยด์สามารถลดระดับแคลเซียมรูปแบบของไอออนในเลือดของสัตว์ป่วยที่มีภาวะแคลเซียมในเลือดสูงจากมะเร็งต่อมน้ำเหลือง apocrine gland adenocarcinoma of the anal sac, multiple myeloma, thymoma ภาวะต่อมหมวกไตชั้นนอกทำงานน้อยกว่าปกติ (hypoadrenocorticism) ภาวะวิตามินดีในร่างกายสูง (hypervitaminosis D) หรือโรคที่เกี่ยวข้องกับการอักเสบแบบแกรนูโลมา (granulomatous disease) ได้ 2. อย่างไรก็ตาม ผู้เขียนไม่แนะนำให้ใช้กลูโคคอร์ติคอยด์อย่างไม่จำเป็นในสัตว์ป่วยที่ยังไม่ทราบสาเหตุของภาวะแคลเซียมในเลือดสูงเพราะอาจทำให้สับสนกับการวินิจฉัยขั้นสุดท้าย (definitive diagnosis) (เช่น มะเร็งต่อมน้ำเหลือง) หรืออาจเป็นข้อห้ามใช้ในบางกรณี (เช่น การอักเสบแบบแกรนูโลมา)
• บิสฟอสโฟเนต (bisphosphonates): บิสฟอสโฟเนต (เช่น พามิโดรเนท (pamidronate) อเลนโดรเนท (alendronate)) ทำหน้าที่ในการยับยั้งการสลายกระดูกโดยลดจำนวนและการทำงานของเซลล์ทำลายกระดูก บิสฟอสโฟเนตจะทำงานได้แม้ว่าจะมีการเพิ่มจำนวนของเซลล์ทำลายกระดูกเนื่องจากกลไกเฉพาะที่ (local mechanisms) หรือกลไกทางระบบภูมิคุ้มกัน (humoral mechanisms) ของการสลายของกระดูก (osteolysis) ก็ตาม 25. บิสฟอสโฟเนตแบบรับประทานมักใช้ในการรักษาระยะยาวหลังจากการให้บิสฟอสโฟเนตเข้าทางหลอดเลือดดำ โดยมีรายงานว่าอเลนโดรเนทสามารถใช้ได้ดีในแมว 26.
• แคลซิโทนิน (calcitonin): แคลซิโทนินมีประโยชน์ในการรักษาภาวะแคลเซียมในเลือดสูงรุนแรง และควรเลือกใช้แทนกลูโคคอร์ติคอยด์ในกรณีที่ยังไม่สามารถวินิจฉัยโรคได้ แคลซิโทนินสามารถลดระดับแคลเซียมในเลือดได้อย่างรวดเร็ว โดยลดการทำงานของเซลล์ทำลายกระดูก (osteoclasts) ทั้งนี้แม้ว่าแคลซิโทนินจะเป็นหนึ่งในตัวควบคุมแคลเซียมตามธรรมชาติ แต่ผลของมันมีอายุสั้นและต้องการการให้ยาเป็นประจำทุกวัน นอกจากนี้ยังไม่พบหลักฐานที่ชัดเจนในการใช้แคลซิโทนินในการรักษาภาวะแคลเซียมในเลือดสูงที่เกี่ยวข้องกับโรคไตวายเรื้อรังในแมว 27. อย่างไรก็ตามด้วยการออกฤทธิ์ที่รวดเร็ว การใช้แคลซิโทนินในกรณีฉุกเฉินจึงอาจเป็นทางเลือกที่เหมาะสม
• การเปลี่ยนแปลงอาหาร: การเปลี่ยนแปลงอาหารเป็นหนึ่งในปัจจัยที่สำคัญที่สุดสำหรับการจัดการกับภาวะแคลเซียมในเลือดสูงในแมวในระยะยาว อาหารที่มีเส้นใยอาหาร (fiber) สูงนั้นสามารถช่วยลดการดูดซึมแคลเซียมในลำไส้ได้จากการเข้าไปจับกับแคลเซียม ในขณะที่อาหารเปียกก็จะช่วยส่งเสริมการขับปัสสาวะ นอกจากนี้อาหารเปียกยังมักมีระดับแคลเซียมต่ำกว่าอาหารเม็ด อาหารสำหรับสัตว์ป่วยโรคไตมักมีแคลเซียมและฟอสฟอรัสต่ำ รวมถึงมีคุณสมบัติเป็นด่างมากขึ้นเพื่อช่วยส่งเสริมการขับแคลเซียมออกทางปัสสาวะ อย่างไรก็ตามอาหารสูตรรักษาโรคไตอาจมีสัดส่วนของแคลเซียมต่อฟอสฟอรัสสูงกว่าอาหารสูตรอื่นเนื่องจากการจำกัดปริมาณฟอสฟอรัส ดังนั้นสัตวแพทย์จึงควรระมัดระวังในการเลือกสูตรอาหารสำหรับสัตว์ป่วยโรคไต โดยแนะนำให้เลือกอาหารที่มีสัดส่วนแคลเซียมต่อฟอสฟอรัสต่ำกว่า 1.4 ต่อ 1 27. อย่างไรก็ตามอาหารที่ออกแบบมาเพื่อจัดการกับการเกิดนิ่วแคลเซียมออกซาเลต (calcium oxalate urolithiasis) ก็ควรพิจารณาใช้ด้วยนื่องจากภาวะแคลเซียมในเลือดสูงสามารถส่งเสริมการเกิดนิ่วชนิดนี้ได้
Timothy M. Fan
แคลเซียมเป็นธาตุที่มีมากในร่างกายและมีบทบาทสำคัญต่อกระบวนการทางสรีรวิทยาและกระบวนการเผาผลาญต่างๆ ระดับความเข้มข้นของแคลเซียมรูปแบบของไอออนที่มีความสำคัญทางชีวภาพนั้นจะถูกควบคุมอย่างเข้มงวดภายในร่างกาย และหากเกิดการเปลี่ยนแปลงก็อาจจะนำไปสู่ผลกระทบต่อระบบต่างๆของร่างกายและอวัยวะหลายระบบซึ่งอาจเป็นอันตรายอย่างรุนแรง มีภาวะทางพยาธิวิทยาหลายภาวะที่ส่งผลให้เกิดความผิดปกติในการควบคุมสมดุลแคลเซียมในแมว (feline calcium homeostasis) ที่ได้รับการยอมรับว่าเป็นสาเหตุของภาวะแคลเซียมในเลือดสูงและอาจทำให้เกิดความเสียหายต่อเนื้อเยื่อหรืออวัยวะต่างๆ แต่สาเหตุที่พบได้บ่อยที่สุดก็คือภาวะแคลเซียมในเลือดสูงโดยไม่ทราบสาเหตุ แม้ว่าอาการแสดงทางคลินิกส่วนใหญ่จะไม่จำเพาะเจาะจง แต่การตรวจวินิจฉัยสาเหตุที่แท้จริงให้ได้ตั้งแต่เนิ่นๆนั้นสำคัญมาก เพราะเมื่อระบุสาเหตุได้แล้ว การกำหนดการรักษาที่ชัดเจนและการจัดการแบบประคับประคอง (supportive management) จะช่วยลดภาวะแทรกซ้อนที่เป็นอันตรายต่อชีวิตและเพิ่มโอกาสในการบรรลุผลลัพธ์ที่ดีที่สุด
DVM, Department of Veterinary Clinical Medicine, University of Illinois at Urbana-Champaign (UIUC), Illinois, USA
United States
Dr. Hampel received her Doctor of Veterinary Medicine from the University of Illinois in 2020 and then went on to complete a rotating small animal internship at Michigan State University. She returned to the UIUC to further advance her training as an oncology-dedicated clinical trial intern, and is currently a resident in Medical Oncology and pursuing a Master of Science degree that focuses on targeted strategies to amplify the cytotoxic activities of ionizing radiation therapy.
DVM, PhD, Dip. ACVIM (Oncology, Internal Medicine), Department of Veterinary Clinical Medicine, University of Illinois at Urbana-Champaign, Illinois, USA
United States
Dr. Fan received his DVM from the Virginia-Maryland Regional College of Veterinary Medicine in 1995 and continued training to become board-certified in Small Animal Internal Medicine and Oncology at Cornell University and UIUC, respectively. He then completed a PhD focusing on tumor immunology at Illinois, and joined the faculty where he is professor, a core member in the Anticancer Discovery from Pets to People theme, and a program leader for the Cancer Center at Illinois that includes companion animals as sophisticated models to study cancer.
• การวินิจฉัยภาวะแคลเซียมในเลือดสูงในแมวและสาเหตุที่แท้จริงของภาวะนี้อย่างถูกต้องแม่นยำมักต้องใช้การตรวจร่างกาย การวัดค่าสำคัญต่างๆ (measurement of key analytes) และผลตรวจทางรังสีวิทยา (imaging studies)
• สาเหตุที่พบบ่อยที่สุดที่ทำให้ระดับแคลเซียมในเลือดสูงในแมว คือ ภาวะแคลเซียมในเลือดสูงโดยไม่ทราบสาเหตุ (Idiopathic hypercalcemia) โรคไตวายเรื้อรัง (chronic kidney disease) และมะเร็งบางชนิด
• ภาวะวิตามินดีเป็นพิษ (vitamin D toxicosis) ความผิดปกติของระบบต่อมไร้ท่อ (endocrinopathies) และโรคเรื้อรังที่เกี่ยวกับการอักเสบแบบแกรนูโลมา (chronic granulomatous diseases) จะเป็นสาเหตุที่พบได้น้อยกว่า
• อาการของภาวะแคลเซียมในเลือดสูงนั้นอาจไม่มีหรือแสดงอาการเพียงเล็กน้อย การระบุสาเหตุที่แท้จริงให้ได้และเริ่มการรักษาอย่างรวดเร็วเพื่อกระตุ้นการขับแคลเซียมออกจากร่างกายถือเป็นสิ่งสำคัญต่อการจัดการสัตว์ป่วยและเพื่อให้มีผลการรักษาที่ดี