อาการไม่พึงประสงค์จากอาหารนั้นมักจะคล้ายคลึงกับความผิดปกติทางผิวหนังอื่นๆ การมีความรู้ที่ดีเกี่ยวกับพยาธิวิทยาและตัวเลือกในการวินิจฉัยนั้นจะเป็นกุญแจที่นำไปสู่ความสำเร็จในการรักษาอาการไม่พึงประสงค์จากอาหาร
แบ่งปันบนโซเชียลมีเดีย
Article
นิยามอาการไม่พึงประสงค์จากอาหาร (adverse food reaction; AFR) หมายถึงปฏิกิริยาความผิดปกติทางคลินิกใดใดก็ตามที่เป็นผลมาจากการได้รับอาหารหรือวัตถุเจือปนอาหารเข้าไปในร่างกาย โดยอาจแบ่งประเภทออกเป็นสารพิษหรือไม่ใช่สารพิษ [1][2]
ประเภทที่ 1 หรืออาการไม่พึงประสงค์จากอาหารประเภทสารพิษนั้นมีสาเหตุมาจากสารที่เป็นส่วนประกอบอาหารในธรรมชาติหรือสารที่เกิดขึ้นหลังจากกระบวนการเตรียมอาหารหรือเกิดการปนเปื้อน โดยสามารถเกิดขึ้นได้ในสุนัขทุกตัวและขึ้นกับขนาดของสารที่ได้รับ (dose –dependent) แต่ในทางตรงกันข้ามอาการไม่พึงประสงค์จากอาหารที่เกิดจากสารที่ไม่ใช่สารพิษนั้นจะขึ้นกับความไวของสุนัขแต่ละตัว (susceptibility of the individual) และยังถูกแบ่งกลุ่มย่อยออกเป็น ภาวะภูมิแพ้อาหารแฝง (food intolerances) (ไม่เกี่ยวข้องกับระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย; non-immune-mediated) หรือภาวะภูมิแพ้อาหาร (food allergies) (เกี่ยวข้องกับระบบภูมิคุ้มกัน; immune-mediated) (รูปภาพที่ 1)
ภาวะภูมิแพ้อาหารแฝง (food intolerances) นั้นเป็นสาเหตุของการเกิดอาการไม่พึงประสงค์จากอาหารที่พบได้บ่อยที่สุด (ในมนุษย์) โดยเกิดจากปฏิกิริยาทางเอนไซม์ (enzymatic reactions) และคุณสมบัติทางยาของอาหาร (pharmacological properties of food) [1][3] ส่วนภาวะภูมิแพ้อาหาร (food allergies) นั้นเป็นความผิดปกติทางการตอบสนองของภูมิคุ้มกันที่มีต่ออาหารที่ได้รับเข้าไปในร่างกาย เป็นภาวะที่ค่อนข้างจำเพาะ (specific) และเกิดขึ้นได้ซ้ำๆ (reproducible) [4] ในมนุษย์การตอบสนองเหล่านี้อาจเกิดได้จากปฏิกิริยาที่เกิดจากการกระตุ้นภูมิคุ้มกัน IgE (IgE-mediated reaction) ปฏิกิริยาที่เกิดจากการกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันชนิดอื่น (non IgE-mediated reaction) หรือปฏิกิริยาแบบผสม (Mixed) โดยการตอบสนองที่เกิดจากการกระตุ้นภูมิคุ้มกัน IgE เป็นการตอบสนองที่ได้รับการศึกษามากที่สุดและได้ถูกอธิบายไว้ชัดเจนที่สุดในงานวิจัยต่างๆ การตอบสนองนี้ยังรวมไปถึงการเกิดลมพิษ (urticaria) และการบวมของเนื้อเยื่อใต้ผิวหนัง (angioedema) เยื่อบุตาและจมูกอักเสบ (rhinoconjunctivitis) กล่องเสียงบวม (laryngeal edema) การเปล่งเสียงผิดปกติ (dysphonia) คันปาก/ปากบวม (oral allergic syndrome) อาการทางระบบทางเดินอาหาร (gastrointestinal signs) ปฏิกิริยาภูมิแพ้รุนแรงตามระบบ (systemic anaphylaxis) และปฏิริยาภูมิแพ้รุนแรงที่ถูกกระตุ้นโดยการออกกำลังกาย (exercise-induced anaphylaxis) เป็นต้น [5] ความผิดปกติจากปฏิกิริยาที่เกิดจากการกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันชนิดอื่น (non IgE-mediated disorders) นั้นประกอบด้วยโรคตุ่มน้ำใส (Dermatitis herpetiformis) กลุ่มโรคที่มีการอักเสบของทางเดินอาหาร (enterocolitic syndrome) ลำไส้ใหญ่อักเสบ (colitis) ไส้ตรงอักเสบ (proctitis) โรคกรดไหลย้อน (gastroesophageal reflux) โรคลำไส้เล็กอักเสบ (celiac disease) และภาวะเลือดออกในปอด (pulmonary hemosiderosis) ส่วนภาวะภูมิไวเกินแบบผสม (mixed hypersensitivity) ก็เช่น โรคผิวหนังอักเสบภูมิแพ้หรือภูมิแพ้จากสิ่งแวดล้อม (atopic dermatitis) ภาวะความผิดปกติของหลอดอาหารและทางเดินอาหารที่เกิดจากเซลล์อีโอซิโนฟิล (esophageal and gastrointestinal eosinophilic disorders) และโรคหอบหืด (asthma) ซึ่งในสุนัขจะแยกความแตกต่างของปฏิกิริยาทั้ง 3 กลุ่มได้ยากกว่าในมนุษย์เพราะยังไม่มีการศึกษาเรื่องกลไกพยาธิกำเนิดของอาการไม่พึงประสงค์จากอาหารในสุนัขอย่างเพียงพอ อีกทั้งอาการแสดงทางคลินิกนั้นยังไม่ได้แตกต่างกันชัดเจนเหมือนกับในมนุษย์ และรอยโรคทางคลินิกนั้นมักจะคล้ายคลึงหรือทับซ้อนกัน นอกจากนี้ในทางสัตวแพทย์ยังไม่ได้มีการทดสอบเพื่อวินิจฉัยและแยกความแตกต่างได้แม่นยำเหมือนในมนุษย์ด้วย ดังนั้นจึงนิยมใช้คำจำกัดความกว้างๆว่าอาการไม่พึงประสงค์จากอาหารในการใช้เรียกกลุ่มอาการภูมิแพ้ในสุนัขมากกว่า
อาการไม่พึงประสงค์จากอาหารเป็นภาวะภูมิแพ้ผิวหนังในสุนัข (canine skin allergy) ที่พบได้บ่อยเป็นอันดับที่ 3 ตามหลังจากภาวะแพ้น้ำลายหมัด (flea bite hypersensitivity; FBH) และภาวะผิวหนังอักเสบภูมิแพ้หรือภูมิแพ้จากสิ่งแวดล้อมในสุนัข (canine atopic dermatitis; CAD) มีการคาดการณ์ว่าประมาณร้อยละ 25-30 ของสุนัขที่เข้ารับการทดสอบควบคุมอาหาร (dietary elimination trial) จะแสดงการตอบสนองที่ดีต่อการเปลี่ยนแปลงอาหาร ดังนั้นจึงสามารถสรุปได้ว่าสุนัขเหล่านั้นมีอาการไม่พึงประสงค์จากอาหาร งานวิจัยล่าสุดรายงานว่าความชุกของอาการไม่พึงประสงค์จากอาหารนั้นจะแตกต่างกันไปขึ้นกับรูปแบบของการวินิจฉัยที่ทำ โดยความชุกจะอยู่ที่ ร้อยละ 1-2 ของการวินิจฉัยรูปแบบใดใดก็ตาม ร้อยละ 0-24 ของการวินิจฉัยในโรคผิวหนัง ร้อยละ 9-40 ของสุนัขที่มีอาการคัน ร้อยละ 8-62 ของสุนัขที่มีรอยโรคที่ผิวหนังสงสัยว่าเป็นภาวะอักเสบภูมิแพ้หรือภูมิแพ้จากสิ่งแวดล้อม (CAD) [6] อย่างไรก็ตามการวินิจฉัยอาการไม่พึงประสงค์จากอาหารนั้นจะถูกยืนยันได้ด้วยการพบว่าสุนัขกลับมามีอาการอีกครั้งหลังจากทดสอบการแพ้อาหารด้วยการบริโภค (provocation test) แต่ไม่ใช่ทุกการศึกษาที่จะทำการทดสอบการแพ้อาหารด้วยการบริโภค ดังนั้นอาการไม่พึงประสงค์จากอาหารอาจจะถูกวินิจฉัยเกิน (over-diagnosed) ได้ ทั้งนี้เพราะสัตว์หลายตัวอาจมีการตอบสนองต่ออาหารใหม่เนื่องจากอาหารมีคุณภาพที่สูงขึ้นหรืออาจจะเกิดจากการรักษาอื่นๆที่ให้ร่วมกับการเปลี่ยนแปลงอาหาร ไม่ว่าจะเป็นการป้องกันปรสิตภายนอกและใน (antiparasitic treatment) การให้ยาต้านจุลชีพ (antimicrobial treatment) หรือการรักษาด้วยแชมพูยา (shampoo treatment)
กลไกพยาธิกำเนิดของอาการไม่พึงประสงค์จากอาหารนั้นยังไม่สามารถอธิบายได้อย่างชัดเจน แต่คาดว่าอาจจะเกิดจากการที่ทางเดินอาหารนั้นสัมผัสกับสิ่งแปลกปลอม (antigen) ที่มาจากอาหาร (food) จุลินทรีย์ (microbiota) หรือจุลชีพก่อโรค (pathogen) โดยสิ่งแปลกปลอมบางชนิดก็อาจไม่เป็นอันตราย แต่บางชนิดนั้นเป็นอันตรายและจำเป็นต้องถูกกำจัดออกจากร่างกาย หลังจากได้รับสิ่งแปลกปลอม ผนังกั้นเยื่อเมือก (mucosal barrier) ของทางเดินอาหารจะก่อให้เกิดการอักเสบเฉพาะที่ (local inflammation) และเพิ่มปฏิกิริยาระหว่างสิ่งแปลกปลอมในทางเดินอาหาร (luminal antigen) กับระบบภูมิคุ้มกันบริเวณเยื่อเมือกของทางเดินอาหาร (mucosal immune system)
ในสัตว์ที่สุขภาพดี การกระตุ้นการทำงานของเม็ดเลือดขาวชนิดลิมโฟไซต์ (lymphocytic activation) จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อมีสารก่อภูมิแพ้ (allergen) ที่เป็นอันตรายเข้ามาสัมผัสกับระบบภูมิคุ้มกันเท่านั้น ในทางตรงกันข้ามเมื่อมีสารก่อภูมิแพ้จากภายนอกที่ไม่เป็นอันตราย เช่น อาหารก่อภูมิแพ้ (food allergen) เข้ามาในร่างกายแล้วถูกจับได้ ร่างกายก็จะสร้างกลไกต่างๆมากมายเพื่อโน้มนำให้เกิดการทนต่อสารนั้นๆ (tolerance) กระบวนการที่ยับยั้งการกระตุ้นการทำงานของเม็ดเลือดขาวชนิดลิมโฟไซต์จะเรียกว่าความทนต่ออาหาร (oral tolerance) ซึ่งในปัจจุบันทราบกันแล้วว่ามีหลายกลไกที่เกี่ยวข้อง หนึ่งในปัจจัยพื้นฐานคือปริมาณของสิ่งแปลกปลอมที่ได้รับ (dose of antigen) หากได้รับในปริมาณที่น้อยจะเหนี่ยวนำ regulatory T cell (Tregs) แต่หากได้รับในปริมาณที่มากขึ้นก็จะเหนี่ยวนำให้เกิดภาวะไร้ภูมิคุ้มกันต่อสิ่งแปลกปลอมโดยที่เม็ดเลือดขาวชนิดลิมโฟไซต์ยังอยู่ (anergy) หรือหายไป (deletion) ทั้งนี้กระบวนการที่กล่าวมาในข้างต้นไม่ได้มีหน้าที่ที่จำเพาะและอาจจะมีการทำงานที่ทับซ้อนกันได้บ้าง
กระบวนการที่กล่าวมาในข้างต้นอาจจะเพียงพอในการอธิบายกลุ่มประชากรส่วนใหญ่ แต่ถ้ามองสุนัขเป็นรายตัวก็อาจพบว่าความไวต่ออาหารเกิดขึ้นเพราะมีการโน้มนำให้เกิดความทนต่ออาหารที่ไม่เพียงพอหรือมีความล้มเหลวขณะร่างกายกำลังเริ่มกระบวนการทนต่ออาหารก็ได้ [7] ดังนั้นถึงแม้ว่าตอนนี้สัตวแพทย์อาจจะไม่ได้ทราบถึงสาเหตุของการตอบสนองที่ผิดปกติเหล่านี้ได้ทั้งหมด แต่ก็แน่นอนแล้วว่าอาการไม่พึงประสงค์จากอาหารนั้นเกิดได้จากหลายปัจจัย (multifactorial) ซึ่งได้แก่ปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับตัวสัตว์ (host-related) หรือปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับอาหาร (food-related) [8]
อาการไม่พึงประสงค์จากอาหารนั้นสามารถวินิจฉัยได้ยากเนื่องจากการขาดสัญญาณทางพยาธิวิทยา (pathognomonic signs) การคันที่ไม่เกี่ยวข้องกับฤดูกาล (non-seasonal pruritus) นั้นเป็นอาการแสดงทางคลินิกที่พบได้บ่อยที่สุดและมักจะเป็นอาการแรกๆที่ปรากฏให้เห็น การคันจะพบได้หลักๆที่บริเวณใต้ท้อง (ventral area) รวมไปถึงบริเวณรักแร้ (axillae) ขาหนีบ (groin) และอุ้งเท้า (ทั้งใต้ฝ่าเท้า (palmar/plantar surfaces) และระหว่างง่ามนิ้ว (dorsal interdigital areas) การคันหูก็เป็นอาการแสดงทางคลินิกที่พบได้บ่อยเช่นเดียวกัน บทวิเคราะห์ล่าสุดได้ประเมินอาการแสดงทางผิวหนังของอาการไม่พึงประสงค์จากอาหารในสุนัข พบว่าประมาณร้อยละ 50 ของสุนัขที่มีอาการไม่พึงประสงค์นี้จะคันทั่วทั้งตัว (generalized pruritis) (รูปภาพที่ 2) และอาจจะมีการระคายเคืองบริเวณทวารหนักได้บ้างในบางตัวแต่พบได้ไม่บ่อย (ร้อยละ 4-25) [10]
ทั้งนี้แม้ว่าการคันมักจะเกิดในตำแหน่งเดิมๆที่ค่อนข้างจำเพาะแต่นั่นก็ไม่ใช่สัญญาณทางพยาธิวิทยา (pathognomonic signs) เพราะในโรคผิวหนังอื่นๆก็สามารถเกิดรอยโรคที่ตำแหน่งเหล่านี้ได้เช่นกัน โดยลักษณะการแพ้อื่นๆเช่น ภาวะผิวหนังอักเสบภูมิแพ้ที่เหนี่ยวนำด้วยสิ่งที่ไม่ใช่อาหาร (non-food-induced atopic dermatitis) และภาวะแพ้น้ำลายหมัด (FBH) การที่ผิวหนังมีรอยแดง (erythema) และตุ่มนูน (papule) กระจายคล้ายคลึงกับรอยโรคที่เกิดจากการคันจึงถูกรายงานว่าเป็นอาการไม่พึงประสงค์จากอาหารอยู่บ่อยครั้ง (รูปภาพที่ 3) ในขณะที่อาการแสดงทางผิวหนังอื่นๆที่เป็นผลมาจากการเกาหรือเลียตนเอง (self-trauma) จะพบลักษณะสีขนบริเวณอุ้งเท้าเปลี่ยนเป็นสีออกน้ำตาล (brownish discoloration of the hair on the paws) (รูปภาพที่ 4) ภาวะที่มีการเจริญของขนน้อยลงทั่วร่างกาย (hypotrichosis) ภาวะขนร่วง (alopecia) ผิวแห้งเป็นแผล (excoriations) และสะเก็ดผิวหนัง (crust) เมื่อเวลาผ่านไปผิวหนังที่โดนทำร้ายจากการกัดหรือเลียก็จะก่อให้เกิดการสะสมของเม็ดสีที่ผิวหนังอย่างผิดปกติ (hyperpigmentation) และมีภาวะผิวหนังแข็งตัว (lichenification) อีกทั้งยังสามารถนำไปสู่การติดเชื้อทุติยภูมิที่บริเวณผิวหนังได้ (secondary skin infections) (รูปภาพที่ 5 และ 6) ซึ่งหากไม่ได้รับการรักษาอย่างเหมาะสม แบคทีเรียและ/หรือยีสต์จะทำให้เกิดการอักเสบอย่างต่อเนื่อง (รูปภาพที่ 7) สุนัขก็จะแสดงอาการรุนแรง เกิดเป็นวงจรอุบาทว์ (vicious cycle) เพราะจะยิ่งทำให้รู้สึกคันมากขึ้น สุนัขก็จะยิ่งเกามากขึ้นและบริเวณที่สุนัขทำร้ายตัวเอง (self-trauma) ก็จะเกิดเป็นรอยโรคที่รุนแรงมากขึ้น
ร้อยละ 13-100 ของอาการไม่พึงประสงค์จากอาหารนั้นคล้ายคลึงกับโรคผิวหนังอักเสบภูมิแพ้หรือภูมิแพ้จากสิ่งแวดล้อมในสุนัข (CAD) (เช่น การอักเสบ อาการคันผิวหนังร่วมกับอาการจำเพาะอื่นๆ) แต่ร้อยละ 11-70 ของสุนัขเหล่านั้นยังพบว่ามีอาการผิวหนังอักเสบเป็นหนองเฉพาะชั้นผิวส่วนนอกที่กลับมาเป็นซ้ำ (recurrent superficial pyoderma) ร่วมด้วย ปัญหาหูชั้นนอกอักเสบ (externa otitis) ก็เป็นหนึ่งในปัญหาที่พบได้ค่อนข้างบ่อย (ร้อยละ 3-69) และมักสัมพันธ์กับอาการคัน (ร้อยละ 80) แต่ก็อาจจะแสดงอาการเดี่ยวๆได้เช่นกัน [11][12] (รูปภาพที่ 8) อาการอื่นๆที่อาจจะพบได้ก็เช่น ผิวหนังอักเสบแบบชื้นเฉียบพลัน (pyotraumatic dermatitis) (ร้อยละ1-9) หรือผิวหนังอักเสบจากยีสต์ (Malassezia dermatitis) ลมพิษ (urticarial) และฝีคัณฑสูตร (perianal fistulae) ในขณะที่การบวมของเนื้อเยื่อใต้ผิวหนัง (angioedema) ลมพิษจากหลอดเลือดอักเสบ (urticatial vasculitis) หลอดเลือดอักเสบจากเม็ดเลือดขาวชนิดนิวโทรฟิล (neutrophilic leukocytoclastic vasculitis) กลุ่มอาการแพ้หลังจากกินสิ่งกระตุ้นให้เกิดการแพ้ (oral allergy syndrome) ผื่นแพ้ยา (erythema multiforme) และฝีง่ามเท้า (interdigital furunculosis) ที่เป็นผลสืบเนื่องจากอาการไม่พึงประสงค์จากอาหารนั้นได้รับการรายงานค่อนข้างน้อย
นอกจากอาการแสดงทางผิวหนัง (dermatological signs) แล้ว อาการไม่พึงประสงค์จากอาหารยังก่อให้เกิดอาการแสดงทางระบบทางเดินอาหารได้ด้วย (gastrointestinal signs) ได้แก่ ท้องเสียเรื้อรัง (chronic diarrhea) และ/หรืออาเจียนเรื้อรัง (chronic vomit) อุจจาระนิ่ม (soft fecal consistency) หรือเพิ่มความถี่ในการอุจจาระมากขึ้น (increased frequency of defecation) ปวดท้อง (abdominal pain) ท้องร้อง (borborygmi) และท้องอืด (flatulence) ก็มีการรายงานไว้ ทั้งนี้พบว่า 6-44% ของสุนัขที่มีอาการไม่พึงประสงค์จากอาหารสามารถพบอาการแสดงทางผิวหนังกับระบบทางเดินอาหารร่วมกันได้ แต่ก็ไม่ใช่สัญญาณทางพยาธิวิทยา (pathognomonic signs) ปัญหาทางระบบทางเดินอาหารที่เกี่ยวข้องกับอาการไม่พึงประสงค์จากอาหารนั้นมีรายงานให้เห็นอยู่บ้างแต่ไม่มาก มักเจอเป็นปัญหาท้องเสียเรื้อรังเป็นๆหายๆ (chronic intermittent diarrhea) หรือท้องเสียต่อเนื่อง (persistent diarrhea) ซึ่งอาการต่างๆเหล่านี้มีการตอบสนองที่ดีเมื่อได้สุนัขเข้ารับการทดสอบควบคุมอาหาร (elimination diets)
สุดท้ายนี้ อาการไม่พึงประสงค์จากอาหารยังเกี่ยวข้องกับอาการเยื่อบุตาอักเสบหรือตาแดง (conjunctivitis) และโรคทางเดินหายใจ (พบได้น้อย) ได้แก่ หลอดลมอักเสบ (bronchitits) โพรงจมูกอักเสบ (rhinitis) และโรคหลอดลมอุดกั้นเรื้อรัง (chronic obstructive pulmonary disease) หรือแม้แต่อาจจะพบอาการชัก (convulsion) ได้
อาการไม่พึงประสงค์จากอาหารนั้นไม่มีการรักษาให้หายขาด มีเพียงวิธีเดียวคือการหลีกเลี่ยงอาหารที่ก่อภูมิแพ้ (food allergen) อย่างเคร่งคัดเพื่อไม่ให้กลับมาแสดงอาการซ้ำ อย่างไรก็ตามการได้รับอาหารก่อภูมิแพ้โดยไม่ได้ตั้งใจนั้นก็อาจจะเกิดขึ้นได้และทำให้สุนัขกลับมามีอาการไม่พึงประสงค์ซ้ำอีก อาการไม่พึงประสงค์เหล่านี้แม้จะไม่ได้อันตรายต่อชีวิตแต่ก็ไม่ใช่อาการที่พึงประสงค์และสามารถลดคุณภาพชีวิตของทั้งสุนัขและเจ้าของได้ เพราะฉะนั้นการรักษาระยะสั้นจึงเป็นสิ่งที่จำเป็น การรักษาระยะสั้นนั้นได้แก่ การใช้ยาทาภายนอกกลุ่ม glucocorticoids ซึ่งมีประโยชน์ในการรักษารอยโรคเฉพาะจุด หรือการรักษาทางระบบเมื่อมีรอยโรคหรืออาการคันทั่วตัว ซึ่งผู้เขียนบทความแนะนำให้ใช้ยา oclacitinib (ขนาด 0.4-0.6 mg/kg ทุก 12 ชั่วโมง ทางการกิน นานจนกว่าจะควบคุมอาการได้แล้วจึงค่อยหยุดยา) หรือยา prednisone หรือ methylprednisolone (ขนาด 0.5-1.0 mg/kg ทางการกินทุกวัน วันละ 1 ครั้งหรือ 2 ครั้ง) [17][18][19] โดยเมื่อหายจากอาการไม่พึงประสงค์ต่างๆแล้วต้องค่อยๆลดขนาดยาจนหยุดใช้ยา ทั้งนี้ยาที่กล่าวมาในข้างต้นนั้นให้ผลดีและเห็นผลได้ไวกว่าการใช้ยา cyclosporine
หากไม่สามารถระบุสารก่อภูมิแพ้ได้หรือได้รับสารก่อภูมิแพ้โดยไม่ได้ตั้งใจบ่อยๆ ผู้เขียนจะแนะนำให้ใช้การรักษาระยะยาวที่มีความปลอดภัยมากกว่าแทน โดยจะให้ใช้ยากินคือยา oclacitinib หรือ cyclosporine ในกรณีเหล่านี้แทนและหลีกเลี่ยงการใช้ยาในกลุ่ม glucocorticoids ยา oclacitinib นั้นควรใช้ในขนาดเดิมเหมือนตอนที่รักษาอาการไม่พึงประสงค์ที่เกิดเฉียบพลัน แต่ให้ทุกวัน วันละ 2 ครั้งติดต่อกัน 14 วันก่อน จากนั้นค่อยเปลี่ยนเป็นวันละ 1 ครั้งต่อเนื่องไปเรื่อยๆ ส่วนยา cyclosporine นั้นควรให้ที่ขนาด 5 mg/kg ทุก 24 ชั่วโมงจนกว่าอาการแสดงทางคลินิกจะบรรเทาลง จากนั้นค่อยๆลดขนาดยาจนกว่าอาการที่บรรเทาลงจะคงที่ (maintain remission) การศึกษาเร็วๆนี้ยังได้มีการแนะนำยาทางเลือกตัวใหม่คือ lokivetmab ที่เป็นโมโนโคลนอลแอนติบอดีของสุนัข (canonized monoclonal antibody; mAb) ที่มีเป้าหมายคือ IL-31 [20] โดยให้ฉีด 1 ครั้งต่อเดือน พบว่าสามารถบรรเทาอาการแสดงทางคลินิกได้อย่างรวดเร็ว โดยลดอาการคันได้ภายในวันที่ได้รับยา และรอยโรคดูดีขึ้นภายใน 7 วัน [21]
กรดไขมันจำเป็นชนิดกิน (oral essential fatty acids; EFAs) นั้นมีการใช้ในการรักษาอาการไม่พึงประสงค์ที่เกิดเฉียบพลันบ้างเล็กน้อย เนื่องจากใช้ระยะเวลาในการเห็นผลค่อนข้างนาน ถึงแม้ว่ากรดไขมันจำเป็นชนิดกินจะมีคุณสมบัติเพิ่มระดับ glucocorticoids ในกระแสเลือด (glucocorticoid-sparing effect) ได้หากมีการใช้ติดต่อกันเป็นเวลานานก็ตาม ส่วนยาอื่นๆ เช่น masitinib หรือ recombinant canine interferon-gamma นั้นพบว่าไม่มีประโยชน์หรือมีประโยชน์ค่อนข้างน้อยและมักมีการใช้แบบนอกเหนือข้อบ่งใช้ (off-lable) ในการรักษาอาการไม่พึงประสงค์จากอาหารหลายๆกรณี [22] การใช้ยาอื่นๆ เช่น pentoxifylline ทางการกินในขนาดยาที่สูง methotrexate ทางการกินทุกสัปดาห์ในขนาดยาที่ต่ำ และการใช้ยาเสริมเช่น วิตามินอี (vitamin E) และยากลุ่มแอนตี้ฮิสตามีน (antihistamines) นั้นยังไม่มีการศึกษาที่ลงลึกในรายละเอียดมากนักและยังต้องการการศึกษาเรื่องประสิทธิภาพเพิ่มเติมต่อไป
Elisa Maina
การตรวจหาการติดเชื้อแบคทีเรียและยีสต์บริเวณผิวหนังและหูเมื่อใดก็ตามที่เกิดอาการไม่พึงประสงค์เฉียบพลัน นั้นยังมีความสำคัญอยู่ ถ้าหากวินิจฉัยได้ว่ามีการติดเชื้อจริง ควรรักษาโดยใช้แชมพูยาหรือสเปรย์ที่มีส่วนประกอบของยาต้านจุลชีพ (topical antimicrobial shampoo or sprays) หรือถ้าจำเป็นอาจจะต้องมีการใช้ยาต้านจุลชีพในรูปแบบยาใช้ภายนอกร่วมกับยากินต่างๆที่มีความเหมาะสมตามข้อแนะนำของ national antimicrobial treatment guidelines [18][23][24]
นอกจากนี้ยังมีการศึกษาเกี่ยวกับวัคซีนภูมิแพ้ชนิดอมใต้ลิ้น (sublingual immunotherapy) ซึ่งพบว่าเป็นการรักษาอาการไม่พึงประสงค์จากอาหารในสุนัขที่มีความเป็นไปได้ โดยมีอย่างน้อย 1 การศึกษาที่แสดงให้เห็นว่าวัคซีนภูมิแพ้ชนิดอมใต้ลิ้นนั้นสามารถโน้มนำให้อาการแสดงทางคลินิกต่างๆลดลงได้อย่างปลอดภัย (clinical desensitization) [25] ดังนั้นในอนาคตทางเลือกนี้จะสามารถช่วยโน้มนำให้เกิดการทนต่ออาหารก่อภูมิแพ้และช่วยป้องกันสุนัขจากการได้รับอาหารก่อภูมิแพ้ (food-specific allergens) โดยไม่ได้ตั้งใจได้
เราสามารถพบสุนัขที่เกิดอาการไม่พึงประสงค์จากอาหารได้เป็นจำนวนมาก และถึงแม้ว่าสุนัขเหล่านั้นจะแสดงอาการทางคลินิกที่จำเพาะ ในบริเวณที่มีความจำเพาะแต่รอยโรคทั้งหมดกลับไม่ใช่สัญญาณทางพยาธิวิทยา อีกทั้งยังมีโรคอื่นๆที่แสดงอาการทางคลินิกได้คล้ายคลึงกันอีกด้วย สุนัขที่มีอาการไม่พึงประสงค์จากอาหารยังอาจจะเป็นผิวหนังอักเสบภูมิแพ้จากปัจจัยอื่นที่ไม่ใช่อาหาร (non-food-induced atopic dermatitis) และภาวะแพ้น้ำลายเห็บหมัด (flea bite hypersensitivity) ร่วมด้วยได้เช่นกัน นอกจากนี้อาการไม่พึงประสงค์จากอาหารยังก่อให้เกิดปัญหาอื่นๆซึ่งอาจจะเกิดร่วมกับรอยโรคทางผิวหนังหรือเกิดเดี่ยวๆก็ได้ การวินิจฉัยจึงสามารถทำได้จากการซักประวัติ การวิเคราะห์ลักษณะอาการ การตัดความเป็นไปได้ของโรคอื่นๆออก และการลองควบคุมอาหาร (elimination diet trial) การหลีกเลี่ยงอาหารก่อภูมิแพ้อย่างเข้มงวดนั้นก็เป็นวิธีรักษาเช่นเดียวกัน เพราะการได้รับอาหารก่อภูมิแพ้โดยไม่ได้ตั้งใจจะสามารถทำให้กลับมามีอาการแสดงทางคลินิกซ้ำ และต้องการการรักษาตามอาการ แต่หากสารก่อภูมิแพ้นั้นยังไม่สามารถระบุได้ การรักษาทางยาแบบระยะยาว และการจัดการอาหารนั้นก็เป็นสิ่งที่จำเป็นเพื่อป้องกันไม่ให้อาการกำเริบซ้ำ
DVM, PhD, Dip. ECVD
ราชอาณาจักรเบลเยียม
Dr.Maina ได้รับวุฒิบัตรจาก European College of Veterinary Dermatology และสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาเอกในการวิจัยเรื่องระบบภูมคุ้มกัน เธอสำเร็จการศึกษาจากคณะสัตวแพทยศาสตร์ ณ กรุงมิลานในปี 2008 และได้เข้าศึกษาต่อด้านผิวหนังจากวิทยาลัยสัตวแพทย์ชำนาญการโรคผิวหนังในยุโรป ก่อนได้รับวุฒิบัตรจาก University of Florida และเป็นสัตวแพทย์ประจำบ้านในอิตาลี ปัจจุบัน เธอทำงานใน Swiss referral clinic แต่ยังคงหาเวลาในการแต่งบทความและตีพิมพ์วารสารทางวิชาการ และเป็นกรรมการให้กับ ECVD Credentials Committee
อาการไม่พึงประสงค์จากอาหาร (Adverse food reactions; AFR) นั้นเป็นหนึ่งในการแพ้ (allergies) ที่พบได้บ่อยที่สุดในสุนัข แต่ลักษณะอาการแสดงทางคลินิกนั้นจะแยกออกจากโรคภูมิแพ้จากสิ่งแวดล้อมในสุนัข (canine atopic dermatitis) ได้ค่อนข้างยาก
อาการแสดงทางคลินิกของอาการไม่พึงประสงค์จากอาหารนั้นอาจจะแสดงที่ผิวหนัง (cutaneous) แสดงอาการที่อื่นนอกเหนือจากผิวหนัง (non-cutaneous) หรือแสดงอาการร่วมกันทั้งคู่เลยก็ได้ แต่ส่วนใหญ่แล้วมักจะเห็นว่ามีการคันทั่วตัวโดยไม่เกี่ยวข้องกับฤดูกาล (generalized, non-seasonal pruritus)
การระบุอาการไม่พึงประสงค์จากอาหารนั้นต้องใช้หลายปัจจัยในการวิเคราะห์ แต่การควบคุมอาหาร (elimination diet trial) ตามด้วยการทดสอบด้วยการบริโภค (provocative dietary challenge) นั้นเป็นวิธีวินิจฉัยเพียงอย่างเดียวที่แม่นยำที่สุด
การพยากรณ์โรคของสุนัขที่มีอาการไม่พึงประสงค์จากอาหารนั้นดีมาก (excellent) เพราะสารก่อภูมิแพ้ (allergens) นั้นสามารถระบุและหลีกเลี่ยงได้ ทั้งนี้ในบางกรณีก็อาจจำเป็นต้องมีการรักษาตามอาการ (symptomatic treatment) ร่วมด้วย