Written by Josep Pastor
การเก็บตัวอย่างเลือด (blood samples) เพื่อการวิเคราะห์ทางโลหิตวิทยา (hematological analysis) มักเกิดขึ้นหลายครั้งต่อวันในคลินิกรักษาสัตว์ขนาดเล็ก (small animal clinic) ทุกแห่ง ทั้งนี้สัตวแพทย์ควรตระหนักถึงปัจจัยต่างๆที่อาจมีผลต่อผลลัพธ์ที่ได้
แบ่งปันบนโซเชียลมีเดีย
เพื่อให้การแปลผลข้อมูลทางโลหิตวิทยาในคลินิกรักษาสัตว์นั้นถูกต้อง ผลลัพธ์ที่ได้จะต้องสะท้อนถึงสภาพที่แท้จริงของสัตว์ป่วยเพื่อช่วยให้เกิดการวินิจฉัยที่แม่นยำและการรักษาที่เหมาะสม ทั้งนี้สัตวแพทย์จำเป็นต้องพิจารณาปัจจัยสำคัญหลายประการเพื่อให้มั่นใจในคุณภาพและความน่าเชื่อถือ (quality and reliability) ของผลการวิเคราะห์ทางโลหิตวิทยา โดยสัตวแพทย์ควรตระหนักถึงสิ่งต่างๆเหล่านี้ ได้แก่ ระดับของการควบคุมคุณภาพ (degree of quality controls) ที่ใช้กับเครื่องวิเคราะห์ทางโลหิตวิทยา ความจำเป็นในการระบุแหล่งที่มาของข้อผิดพลาดที่อาจเกิดขึ้น (ก่อนการวิเคราะห์ ระหว่างการวิเคราะห์ และหลังการวิเคราะห์) และความสำคัญของการตรวจสเมียร์เลือด บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่ออธิบายข้อผิดพลาดทั่วไปที่มักเกิดขึ้นในการตรวจทางโลหิตวิทยาและการแปลผลจากสุนัขป่วยในรูปแบบคำถามและคำตอบ
ผลของภาวะไขมันในเลือดสูง (lipemia) หรือการแตกทำลายของเม็ดเลือดแดง (hemolysis) ต่อผลการตรวจทางโลหิตวิทยาคืออะไร? ภาวะไขมันในเลือดสูง (lipemia) (รูปภาพที่ 1) จะทำให้ตัวอย่างเลือดมีความขุ่น (turbidity) เพิ่มขึ้นและรบกวนการวัดระดับความเข้มข้นของฮีโมโกลบิน (hemoglobin concentration) นอกจากนี้ยังขึ้นอยู่กับระบบการทำงานของเครื่องวิเคราะห์ (ระบบ impedance หรือระบบ laser beam) การมีอนุภาคไขมันขนาดเล็ก (lipid microdroplets) อาจทำให้เกิดการนับจำนวนเกล็ดเลือด (platelet count) ความเข้มข้นเฉลี่ยของฮีโมโกลบินในเม็ดเลือดแดง (mean corpuscular hemoglobin concentration; MCHC) และจำนวนเม็ดเลือดขาวทั้งหมด (total leukocyte count) เพิ่มสูงขึ้นอย่างผิดปกติ 1,2 สาเหตุทั่วไปอย่างหนึ่งของภาวะไขมันในเลือดสูงที่พบได้บ่อยที่สุดคือการไม่อดอาหารก่อนเก็บตัวอย่าง เพราะฉะนั้นเพื่อหลีกเลี่ยงหรือกำจัดการรบกวนนี้ ตัวอย่างเลือดควรเก็บหลังจากสัตว์ป่วยอดอาหารเป็นเวลา 12 ชั่วโมง
Josep Pastor
การควบคุมคุณภาพที่ดีสำหรับเครื่องวิเคราะห์ทางโลหิตวิทยาในคลินิกมีความสำคัญมากเพียงใด?
การมีโปรแกรมควบคุมคุณภาพ (quality control programs) ถือเป็นสิ่งสำคัญและควรมีการเข้าร่วมโปรแกรมเหล่านี้เมื่อใช้เครื่องวิเคราะห์ทางโลหิตวิทยาในคลินิก โดย The American Society of Veterinary Clinical Pathology (ASVCP) ได้เผยแพร่แนวทางต่างๆเพื่อปรับปรุงการควบคุมคุณภาพในโลหิตวิทยาทางสัตวแพทย์ 11,12,13,14. และเพื่อดำเนินการป้องกันข้อผิดพลาดในขั้นตอนก่อนการวิเคราะห์, ระหว่างการวิเคราะห์และหลังการวิเคราะห์ โปรแกรมควบคุมคุณภาพภายใน (Internal quality control programs) จะต้องมีการตรวจสอบโดยใช้ตัวอย่างควบคุม (control samples) นอกจากนี้การเข้าร่วมโปรแกรมควบคุมคุณภาพจากภายนอก (ภายใน (External quality control programs) ทั้งในระดับภูมิภาคหรือระดับนานาชาติก็ถือเป็นสิ่งที่จำเป็นเช่นกัน
ค่าปริมาตรเม็ดเลือดแดงอัดแน่นที่คำนวณด้วยมือ (manual hematocrit)เปรียบเทียบกับเครื่องวิเคราะห์อัตโนมัติ (analyzer) อย่างไร?
เครื่องวิเคราะห์ทางโลหิตวิทยาอัตโนมัติ (Automated hematology analyzers) จะคำนวณค่าปริมาตรเม็ดเลือดแดงอักแน่นจากการนับจำนวนเม็ดเลือดแดง (red blood cell count) และปริมาตรเฉลี่ยของเม็ดเลือดแดง (MCV) อย่างไรก็ตามการวัดค่าปริมาตรเม็ดเลือดแดงอัดแน่นโดยวิธีปั่นด้วยหลอดแก้วขนาดเล็กด้วยมือ (manual microhematocrit) นั้นถือว่าเป็นวิธีที่แม่นยำและสามารถทำซ้ำได้มากที่สุด โดยใช้การหมุนเหวี่ยง (centrifuging) ตัวอย่างที่ความเร็วสูงและอ่านค่าจากหลอดคาปิลลารี่ (capillary tube) เทียบกับมาตรวัด ทั้งนี้แม้จะเป็นวิธีที่ค่อนข้างแม่นยำ แต่ผลการศึกษาเมื่อไม่นานมานี้ที่ทำร่วมกับนักศึกษาสัตวแพทย์และสัตวแพทย์พบว่าร้อยละ 25 ของนักศึกษามีข้อผิดพลาดจากการผสมเลือดไม่เพียงพอ (inadequate mixing of blood) ก่อนเติมลงในหลอด ร้อยละ 23 อ่านผลไม่ถูกต้อง และร้อยละ 91 ไม่ได้เติมเลือดลงในหลอดแก้วขนาดเล็กหรือ microhematocrit tubes ตามคำแนะนำขององค์การอนามัยโลก (WHO) 15,16.
เพื่อที่จะลดจำนวนตัวอย่างที่ต้องตรวจวัดปริมาตรเม็ดเลือดแดงอัดแน่นโดยวิธีปั่นด้วยหลอดแก้วขนาดเล็กด้วยมือ สัตวแพทย์ควรศึกษาเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างระดับความเข้มข้นของฮีโมโกลบิน (hemoglobin concentration) และปริมาตรเม็ดเลือดแดงอัดแน่น (hematocrit) ซึ่งโดยทั่วไปมีการใช้กฎเลข 3 (rule of 3) คือ ปริมาตรเม็ดเลือดแดงอัดแน่นควรอยู่ที่ประมาณ 3 เท่าของระดับความเข้มข้นของฮีโมโกลบิน หากค่าฮีมาโตคริตอยู่นอกช่วงนี้แนะนำให้ทำการตรวจปริมาตรเม็ดเลือดแดงอัดแน่นโดยวิธีปั่นด้วยหลอดแก้วขนาดเล็กด้วยมือและนำผลที่ได้มาประกอบกันกับค่าที่ได้จากเครื่องวิเคราะห์ ซึ่งก็คือปริมาตรเฉลี่ยของเม็ดเลือดแดง (MCV) และความเข้มข้นเฉลี่ยของฮีโมโกลบินในเม็ดเลือดแดง (MCHC) ในการวิเคราะห์ทางโลหิตวิทยา 10.
นอกจากนี้ยังควรกล่าวถึงภาวะโซเดียมในเลือดสูง (hypernatremia) ซึ่งสามารถเปลี่ยนแปลงปริมาตรเม็ดเลือดแดงอัดแน่นที่ได้จากเครื่องวิเคราะห์อัตโนมัติได้ โดยเม็ดเลือดแดงของสัตว์ที่มีภาวะโซเดียมในเลือดสูงจะบวมเมื่อผสมกับตัวทำละลายในเครื่องวิเคราะห์ (analyzer diluent) ซึ่งทำให้ค่าปริมาตรเฉลี่ยของเม็ดเลือดแดงหรือ MCV เพิ่มขึ้นอย่างผิดปกติและส่งผลให้ค่าปริมาตรเม็ดเลือดแดงอัดแน่นสูงขึ้นตามไปด้วย 17.
เครื่องวิเคราะห์ทางโลหิตวิทยาสามารถระบุภาวะไม่มีเม็ดเลือดขาวตัวอ่อนนอกไขกระดูก (left shift) หรือความผิดปกติของรูปร่างเซลล์เม็ดเลือดขาว (toxic changes) ได้อย่างน่าเชื่อถือได้หรือไม่?
ASVCP ได้กำหนดคำแนะนำสำหรับการตรวจสเมียร์เลือดภายใต้กล้องจุลทรรศน์ (microscopic review of blood smears) และการยืนยันผลการตรวจนับแยกจำนวนของเม็ดเลือดขาวแต่ละชนิดด้วยเครื่องอัตโนมัติ (automated differential leukocyte counts) 14. โดยความคิดเห็นของผู้เชี่ยวชาญทางสัตวแพทย์เกี่ยวกับการประเมินด้วยการตรวจสเมียร์เลือดนั้นมีความแตกต่างกัน: ผู้เชี่ยวชาญบางคนแนะนำว่าทุกตัวอย่างเลือดควรได้รับการตรวจสเมียร์เลือด ขณะที่บางคนแนะนำว่าควรตรวจสเมียร์เลือดและ/หรือทำการตรวจนับแยกจำนวนของเม็ดเลือดขาวแต่ละชนิดด้วยมือ (manual differentiation of leukocytes) ในกรณีที่ตรงกับเกณฑ์เฉพาะบางประการ ทั้งนี้แนวทางที่เหมาะสมนั้นขึ้นอยู่กับกลุ่มสัตว์ป่วยและบริบท (เช่น สัตว์ที่ป่วย การตรวจสุขภาพก่อนการวางยาสลบหรือการตรวจสุขภาพสุนัขสูงอายุ) เครื่องวิเคราะห์ทางโลหิตวิทยาที่มีอยู่ในปัจจุบันและความรู้ของเจ้าหน้าที่ในห้องปฏิบัติการ
เครื่องวิเคราะห์ทางโลหิตวิทยาระบบ laser beam นอกจากจะให้ผลลัพธ์เชิงตัวเลขแล้วยังสามารถนำเสนอผลในรูปแบบกราฟไซโตแกรม (cytogram) ได้อีกด้วย การศึกษาต่างๆในด้านสัตวแพทย์ได้แสดงให้เห็นว่ากราฟไซโตแกรมนั้นมีความสำคัญอย่างมากในการตัดสินใจในการตรวจสเมียร์เลือด 18,19. ด้วยเหตุนี้การศึกษาเกี่ยวกับสเมียร์เลือดจึงเป็นสิ่งที่แนะนำเมื่อกราฟไซโตแกรมผิดปกติ เครื่องวิเคราะห์ได้แสดงสัญลักษณ์เตือนเกี่ยวกับความล้มเหลวหรือข้อผิดพลาดในการจำแนกชนิดของเซลล์เม็ดเลือดขาวหรือเมื่อจำนวนเม็ดเลือดขาวอยู่นอกช่วงอ้างอิง โดยเครื่องวิเคราะห์อัตโนมัติระบบ laser beam สามารถแสดงให้เห็นถึงความผิดปกติของรูปร่างเซลล์เม็ดเลือดขาว (toxic changes) หรือภาวะภาวะไม่มีเม็ดเลือดขาวตัวอ่อนนอกไขกระดูก (left shift) ได้ (รูปภาพที่ 4) อย่างไรก็ตามข้อมูลเกี่ยวกับความไว (sensitivity) และความจำเพาะ (specificity) ของการค้นพบเหล่านี้มีน้อยมาก เพราะฉะนั้นจึงสำคัญที่สัตวแพทย์จะต้องตัดสินใจตรวจสเมียร์เลือดเสมอในกรณีที่สัตว์ป่วยหรือมีภาวะเม็ดเลือดขาวสูง (leukocytosis) หรือเมื่อเครื่องวิเคราะห์แสดงการแจ้งเตือน (รูปภาพที่ 5)
ปัจจัยต่าง ๆ เช่น การอดอาหารก่อนเก็บตัวอย่าง (pre-sample fasting) สายพันธุ์ของสุนัข และการจัดการกับตัวอย่าง (sample handling) สามารถส่งผลต่อผลการตรวจโลหิตวิทยาของสัตว์ป่วยได้
เครื่องวิเคราะห์ทางโลหิตวิทยา (hematology analyzers) ในคลินิกนั้นมีข้อดีหลายประการ แต่การควบคุมคุณภาพ (quality control) ที่ดีเยี่ยมนั้นถือเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง และการแปลผลค่าจากกราฟไซโตแกรม (cytograms) และฮิสโตแกรม (histograms) อย่างถูกต้องก็มีความสำคัญเช่นเดียวกัน
การเกิดการเกาะกลุ่มของเซลล์เม็ดเลือดแดง (autoagglutination) ควรได้รับการยืนยันโดยการล้างเซลล์เม็ดเลือดแดง (washing erythrocytes) ด้วยสารละลายทางสรีรวิทยา (physiological solution) เสมอ
การตรวจสเมียร์เลือด (blood smears) จะให้ข้อมูลที่มีคุณค่ามาก และช่วยยืนยันผลจากเครื่องวิเคราะห์ทางโลหิตวิทยา